ศูนย์ปราบโกง นปช. แผนกระตุกขา คสช.
การเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ 7 ส.ค. ของนปช.ถือเป็นการขยับครั้งสำคัญเพื่อกระตุกขาคสช. ที่กำลังเปิดเกมรุกผลักดันร่างรัฐธรรมนูญ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ 7 ส.ค. ของแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมเปิดแคมเปญ “ประชามติ ต้องไม่ล้ม ไม่โกง ไม่อายพม่า” ถือเป็นการขยับครั้งสำคัญเพื่อกระตุกขาคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำลังเปิดเกมรุกผลักดันร่างรัฐธรรมนูญ
แม้จะมีความพยายามจะเข้ามาสกัดการจัดงาน แต่ด้วยลีลาเฉพาะตัวของ จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ที่อ้างคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. ซึ่งไฟเขียวยอมให้ตั้งศูนย์ปราบโกงได้ ทำให้งานยังเดินหน้าต่อไปโดยมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติคงเป็นเรื่องยากที่จะปิดกั้นการจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ เพราะถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยทำให้เกิดการตรวจสอบการออกเสียงประชามติครั้งนี้ แถมยังเป็นแนวทางปฏิบัติคล้าย กับการเลือกตั้งทั่วไปที่มีองค์กรหรือหน่วยงานอื่นๆ ร่วมกันติดตามตรวจสอบ ตั้งแต่การรณรงค์จนถึงการลงคะแนนเสียงว่ามีการทำผิดกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องหรือไม่
สอดรับกับที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่า การจัดตั้งศูนย์ปราบโกงประชามตินั้น ถือเป็นเรื่องดีที่ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็น นปช. หรือคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จะช่วยจับตาการออกเสียงประชามติในครั้งนี้ แต่ก็ต้องระวังด้วยว่าต้องไม่เข้าข่ายเป็นการรณรงค์ที่จะนำไปสู่การเชิญชวนให้ประชาชนออกเสียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
ด้วยบทบาทและอำนาจที่มี ศูนย์ปราบโกงของ นปช. ย่อมทำได้เพียงแค่การจับตาสอดส่องในแต่ละพื้นที่ หากมีการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ส่งเรื่องร้องเรียนไปให้ กกต.พิจารณา
แต่อีกด้านหนึ่งการตั้งศูนย์ปราบโกงยังเหมือนมีเป้าหมายหวังกดดันการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งถูกส่งไปรณรงค์ชี้แจงรณรงค์เนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญขาดความคล่องตัวและจำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น
ทุกอย่างทำงานอย่างเป็นระบบตั้งแต่การเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติคอยจับตาทั่วประเทศ แถมยังมี นปช.ส่วนกลางคอยแถลงข่าวขยายผลทุกวัน ยังไม่รวมกับการที่เคยเสนอให้สหภาพยุโรป (อียู) องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาสังเกตการณ์ร่วมกันจับตา
ทั้งหมดล้วนแต่ส่งผลทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ทุกระดับไล่ไปตั้งแต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตลอดจนวิทยากร ครู ก. ครู ข. และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่จะต้องลงไปชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมีความดันมากขึ้น เนื่องจากต้องระมัดระวังทุกคำพูดว่าจะหมิ่นเหม่ต่อการทำผิด พ.ร.บ.ประชามติฯ ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ายังมีปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจน ว่าการกระทำใดที่เข้าข่ายผิดกฎหมายบ้าง
รวมกับการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ส่วนอื่นๆ ทั้งข้าราชการ อาสารักษาดินแดน และกลุ่มอื่นๆ ที่ถูกมองว่าจะเป็นกองหนุนผลักดันให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ ต้องระวังตัวทุกฝีก้าว หรืออาจถึงขั้นต้องปรับแผนการลงพื้นที่ให้รัดกุมรอบคอบมากขึ้น
เนื่องจากการลงพื้นที่มีความสุ่มเสี่ยงที่ล้วนแต่จะถูกร้องเรียนไปยัง กกต.ได้ไม่ยาก แถมทั้งหมดล้วนแต่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการทำประชามติครั้งนี้ และอาจลุกลามทำลายความเชื่อมั่นของรัฐธรรมนูญในอนาคตได้
ไม่แปลกที่ คสช.จะเริ่มออกอาการเป็นห่วง ล่าสุด พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. ออกมาตั้งคำถามว่าการตั้งศูนย์ดังกล่าว เป็นการขับเคลื่อนทางการเมืองหรือไม่ เพราะปัจจุบันได้มีหน่วยงานภาครัฐที่เป็นหน่วยงานหลักที่เขารับผิดชอบ
“บางครั้งสุ่มเสี่ยงทำให้สังคมเข้าใจว่าเป็นกิจกรรมการเมืองหรือไม่ และถ้าทุกคนขอดำเนินการจัดกิจกรรมแบบนี้ทั้งหมด จึงคิดว่ายังไม่เหมาะสมในช่วงเวลานี้”
แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ เองยังออกอาการว่า “ก็ให้เปิดไป แต่ผมไม่รับให้อยู่ตามกฎหมายอยู่แล้ว ถ้าสื่อไม่ปลุกระดมก็ไม่มีผลอะไร ใครอยากจะตั้งก็ตั้งไป ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย และศูนย์นี้ก็อย่าทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการประชามติด้วย ถ้าผิดก็โดนจับหมด อย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง เข้าไปแหลมในคูหา อย่าเข้าไปพูดว่าล้มไม่ล้มผิด พ.ร.บ.ประชามติทั้งหมด ไอ้ตัวศูนย์น่ะระวังให้ดี ทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่ตั้ง จำนำข้าวทำไมไม่ตั้ง ทุจริตทำไมไม่ตั้ง”
ด้วยลีลาการขู่และการย้อนกลับแบบนี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นห่วงของการตั้งศูนย์ปราบโกง เพราะแม้ศูนย์ปราบโกงจะไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะชี้ขาดให้การออกเสียงประชามติครั้งนี้มีปัญหา แต่อย่างน้อยย่อมมีผลในแง่ความน่าเชื่อถือต่อกระบวนการ ร่างรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยที่สุดย่อมทำให้ คสช.ระมัดระวังตัวมากขึ้น ไม่ทำอะไรที่โฉ่งฉ่างหรือสุ่มเสี่ยง จนเกินไป


