ยืดโรดแมปเลือกตั้ง สับขาหลอกดัน ’ประชามติ’
ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายหวังปลุกกระแสผลักดันร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ทิ้งไพ่ใบสุดท้ายหวังปลุกกระแสผลักดันร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค.นี้
เมื่อล่าสุด บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ออกมาส่ง “สัญญาณ” หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติอาจจะกระทบต่อกำหนดเวลาการเลือกตั้งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ย้ำมาตลอดว่าจะมีขึ้นในปี 2560
“ส่วนที่หลายคนกังวลว่าจะไม่เป็นไปตามโรดแมปที่วางไว้ ผมไม่ทราบ ไม่สามารถตอบได้ เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด สำหรับการเลือกตั้งปี 2560 จะมีการเลื่อนไปหรือไม่ ผมพูดไม่ได้ แต่ว่าเราพยายามทำตามโรดแมปทั้งหมด” พล.อ.ประวิตร กล่าว
มองเป็นอย่างอื่นได้ยากนอกจากเป็น “แผนสับขาหลอก” ดึงเอาจุดที่ประชาชนส่วนใหญ่ “กังวล” มาเป็นเงื่อนไข “ตัดตอน” กระแสไม่รับร่างรัฐธรรมนูญที่มีความพยายามรณรงค์จากหลายฝ่าย
ประเด็นแรก ในแง่การยืดโรดแมปร่นเวลาการเลือกตั้งออกไปนานเกินปี 2560 ย่อมเป็นไปได้ยาก และยังไม่เป็นผลดีกับ คสช. หากไม่มีเหตุผลที่เหมาะสม
เมื่อกำหนดเวลาตามโรดแมปนี้ถือเป็น “สัญญาประชาคม” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ประกาศกลางเวทีสหประชาชาติ หากบิดพลิ้วไม่ปฏิบัติย่อมส่งผลเสียหายอย่างหนัก โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ
แถมจะกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปถึงการค้า การลงทุนกับต่างชาติ ที่มีแต่จะซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองภายในให้ยิ่งย่ำแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่
ที่สำคัญนี่ยังจะเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มป่วน กลุ่มต้าน ตลอดจนกลุ่มที่จ้องจะสร้างสถานการณ์ใช้โอกาสนี้ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล คสช.ในอนาคต โดยการชูประเด็นเรื่องการยื้ออยู่ในอำนาจของ คสช.
ประเด็นเรื่องการขยับเวลาเลือกตั้งที่หยิบยกมาขู่นั้นจึงน่าจะพุ่งเป้าหวังผลไปที่การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ยังต้องลุ้นว่าจะผ่านฉันทามติของประชาชนหรือไม่
สอดรับไปกับการส่งสัญญาณผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแบบสุดลิ่มทิ่มประตู ตั้งแต่การปูพรมส่งเจ้าหน้าที่ไปชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ พร้อมงัดกฎระเบียบขึ้นมาสกัดเสียงต้านไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวแสดงความคิดความเห็นในสิ่งที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีปัญหา
เพราะประเมินแล้วหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติรอบนี้ ย่อมทำให้ความเชื่อมั่นของ คสช. มีปัญหาและตอกย้ำข้อกังขาเรื่องความต้องการอยู่ในอำนาจมากยิ่งขึ้น
จับประเด็นจาก พล.อ.ประวิตร ยกตัวอย่างกรณีต่อข้อกังวลเรื่องหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติแล้ว คสช.จะอยู่ในอำนาจต่อนั้น คือการอยู่เพื่อทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จ
ส่วนรายละเอียดจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ก็เป็นเรื่องของการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ หรืออาจนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ปี 2550 หรือฉบับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หรือฉบับ มีชัย ฤชุพันธุ์ มาปรับใช้ให้สอดคล้องเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้ง
“อาจต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ดำเนินการว่าจะทำอย่างไร ซึ่ง คสช.ต้องประชุมกันและไม่เคยพูดว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วจะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้หรือไม่ใช้ เพราะไม่ทราบต้องขึ้นอยู่กับ กรธ. และหากการลงประชามติไม่ผ่านจะมีการเลือกตั้งในปี 2560 หรือไม่ ก็ไม่ยืนยันและไม่ได้พูดแบบนั้น ขออย่านำไปเป็นประเด็นเพราะ คสช.ทำตามโรดแมป แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะผ่าน” พล.อ.ประวิตร ระบุ
ต้องยอมรับว่าในแง่เนื้อหาจุดดี จุดเด่น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงนี้เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอจะปลุกกระแสให้ประชาชนหันมาโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แบบเห็นผล
การหยิบยกประเด็นเรื่องการเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอาจมีน้ำหนักต่อการตัดสินใจออกเสียงประชามติมากกว่า เน้นไปที่เรื่องเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว
โดยเฉพาะการหยิบประเด็น “เลือกตั้ง” ที่หลายฝ่ายตั้งตารอ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญหรือต่อต้านรัฐธรรมนูญ หากมีอันต้องขยับเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปย่อมไม่เป็นที่ประสงค์กับทุกกลุ่ม
แถมยังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายกังวล กลัวว่าหากกรณีไม่ผ่านประชามติอาจกลายเป็นข้ออ้างให้ คสช.ต้องอยู่ในอำนาจยาวขึ้นจากกำหนดเดิม จนมีหลายฝ่ายเรียกร้องให้ คสช. ประกาศความชัดเจนว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช.จะทำอย่างไร แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน
การส่งสัญญาณขู่เรื่องขยายวันเลือกตั้ง จึงมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนไม่มากก็น้อย แถมยังจะเป็นประเด็นให้ถูกโจมตีในอนาคต


