ยูเอ็นรุกละเมิดสิทธิ ศึกหนัก "คสช."
แรงกดดันจากองค์กรระหว่างประเทศที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินการต่างๆ ของ คสช.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ดีเดย์วันนี้ที่คณะผู้แทนไทยนำโดย ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ปลัดกระทรวงยุติธรรม จะนำเสนอรายงานการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 2 ในการประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ สมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
ด้านหนึ่งเวทีนี้จะเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เคยออกมาชี้แจงว่าต่างประเทศยังเข้าใจประเทศไทยผิดในบางเรื่อง โดยเฉพาะหลักการทางสิทธิมนุษยชน
แต่อีกด้านหนึ่งเวทีนี้อาจเป็น “ด่านหิน” ของรัฐบาลไทยที่จะต้องชี้แจงตอบคำถามต่อชาวโลก ยิ่งในหลายคำถามที่ปรากฏก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะชี้แจงให้เกิดความชัดเจน
ล่าสุดมีสมาชิกสหประชาชาติ 14 ประเทศ ได้ยื่นคำถามเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในไทย เรื่อยไปจนถึงความผิดเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ล่วงหน้า อาทิ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ออสเตรเลีย นอร์เวย์
ส่องดูคำถามล่วงหน้าจากเบลเยียม ที่ถามว่ารัฐบาลไทยจะให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับที่ได้ลงนามไปเมื่อปี 2012 เมื่อใด?
รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาที่จะให้สัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศหรือไม่?
รัฐบาลไทยพิจารณาที่จะยกเลิกคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 และจะรับรองว่าพลเรือนทุกคนจะถูกพิจารณาคดีในศาลพลเรือนและจะได้รับการเคารพสิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมภายใต้กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ไอซีซีพีอาร์) หรือไม่?
รัฐบาลไทยพิจารณาที่จะตอบรับคำร้องขอในการเยือนจากคณะผู้เขียนรายงานพิเศษหรือไม่?
อีกด้าน สาธารณรัฐเช็กถามว่า ภายใต้มาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว คสช.ได้ดำเนินคดีผู้กระทำผิดต่อสถาบัน การก่อจลาจล ปลุกระดมฝูงชน สนับสนุนการแบ่งแยกและละเมิดคำสั่ง คสช.ในศาลทหารแทนศาลพลเรือน ในประเด็นนี้ไทยจะทบทวนแก้ไขกฎหมายเพื่อเป็นหลักประกันว่าพลเรือนทุกคนจะถูกพิจารณาคดีในศาลพลเรือนและได้รับสิทธิในการพิจารณาคดีด้วยความเป็นธรรม รวมถึงสิทธิในการประกันตัวภายใต้พันธกรณีของไทยที่มีต่อไอซีซีพีอาร์หรือไม่?
แถมยังสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับ “ค่ายปรับทัศนคติ” และ “หลักสูตรปรับทัศนคติ” ตลอดจนการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศของไทย
คำถามเหล่านี้เป็นเรื่องยากที่รัฐบาล คสช.จะชี้แจงได้ เมื่อพฤติกรรมการกระทำในช่วงที่ผ่านมาหลายเรื่องถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ทั้งการคุมตัวประชาชน นักวิชาการ ที่ออกมาแสดงความคิดความเห็นต่างจาก คสช.
อีกทั้งการชี้แจงในเวทีนี้จะเป็นการ “ผูกมัด” รัฐบาล คสช.ที่จะต้องยึดถือปฏิบัติในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และอาจถูกหยิบยกมาต่อรองกับ คสช.ในการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ในอนาคต
ที่สำคัญนี่จะเป็นการดึงต่างชาติให้เข้ามาจับตาสถานการณ์ภายในประเทศ และกลายเป็นแรงบีบทางอ้อมให้รัฐบาล คสช.ต้องรีบลด ละ เลิก บรรดากฎหมายที่เป็นเครื่องมือนำไปสู่การล่วงละเมิดสิทธิในเวลานี้
ต้องยอมรับว่าสิทธิมนุษยชนถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่ผ่านมาหลายฝ่ายพยายามดึงต่างชาติเข้ามาเป็นแรงหนุนบีบให้ คสช.ผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ แต่ยังไม่เป็นผลในทางปฏิบัติ
ก่อนหน้านี้ อนุสรณ์ อุณโณ คณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมด้วยเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง เข้ายื่นหนังสือต่อตัวแทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ที่คิดเห็นต่างจากรัฐบาล คสช. และให้แสดงท่าทีไปยังรัฐบาล คสช. เพื่อให้ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทันที
อีกด้านหนึ่ง วีรดา เมืองสุข บุตรสาว วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อสหภาพยุโรป กรณีที่ คสช.ควบคุมตัววัฒนา หลังแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ 2559 จนถูกควบคุมตัวไปปรับทัศนคติ โดยต้องการให้องค์การระหว่างประเทศหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสิทธิมนุษยชนสากลเข้ามาตรวจสอบการจัดการกับผู้เห็นต่างทางการเมืองของ คสช.
แรงกดดันจากองค์กรระหว่างประเทศที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินการต่างๆ ของ คสช.นับจากนี้จะเป็นศึกหนักที่ คสช.ต้องเผชิญต่อไปในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง


