posttoday

ย้อนโมเดลปรองดอง จากรัฐบาลพลเรือนถึงยุคทหาร

11 พฤษภาคม 2559

การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์เป็นหนึ่งในนโยบายของทุกรัฐบาล ในยุครัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับว่าให้ความสำคัญพอสมควร

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์เป็นหนึ่งในนโยบายของทุกรัฐบาล ในยุครัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับว่าให้ความสำคัญพอสมควร โดยเป็นหนึ่งในการทำงานที่ พล.อ.ประยุทธ์ มักจะประกาศต่อสาธารณะว่าจะต้องทำให้สำเร็จให้ได้

ล่าสุด คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ที่มี “เสรี สุวรรณภานนท์” เป็นประธาน ได้เสนอแนวคิดการสร้างความปรองดองขึ้นมา คือ การเสนอกฎหมายรอการกำหนดโทษ โดยให้คดีสิ้นสุดลงทันทีโดยไม่ต้องมีการตัดสินคดีหรือฟังคำพิพากษา

สำหรับคดีที่จะเข้าข่ายได้รับการรอการกำหนดโทษ เช่น กรณีแกนนำบุกยึดสถานที่ราชการ การปิดสนามบินหรือถนนที่เป็นอุดมการณ์ต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งผู้ถูกดำเนินคดีต้องยอมรับสารภาพว่าตัวเองกระทำผิดในชั้นศาลก่อน แต่ไม่รวมถึงคดีทุจริต มาตรา 112 และการวางเพลิงเผาทรัพย์

ตามขั้นตอนหาก กมธ.ชุดนี้จัดทำรายงานเสร็จสิ้นแล้วจะต้องเสนอให้ที่ประชุม สปท.ลงมติเห็นชอบก่อนส่งให้กับรัฐบาลดำเนินการต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อครั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ยังคงปฏิบัติหน้าที่ได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง โดยให้ “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นประธาน ซึ่งในรายงานที่เสนอให้รัฐบาลมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการสร้างความปรองดอง ดังนี้

“หากรัฐบาลมีความประสงค์จะนำ ‘การนิรโทษกรรม’ มาใช้ในการเสริมสร้างความปรองดอง สิ่งสำคัญที่ควรทำ คือ การดำเนินการในหลายระดับอย่างเป็นกระบวนการ โดยให้ความสำคัญกับการแสวงหาข้อตกลงระหว่างคู่ขัดแย้ง สร้างให้เกิดบรรยากาศที่พร้อมรองรับการปรองดองและมีความเข้าใจในขอบเขตของการนิรโทษกรรมในระดับสังคมในวงกว้าง

ในขั้นเริ่มต้นควรเป็นการนิรโทษกรรมสำหรับ ‘คดีที่มีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง’ ซึ่งหมายความถึงบรรดาการกระทำต่างๆ ของประชาชนที่ได้กระทำไปเพื่อแสดงออกซึ่งความคิดทางการเมือง โดยมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง หรือมีการกระทำความผิดอื่นที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทางการเมือง ทั้งนี้ ขอบเขตในการกำหนดประเภทคดีที่จะได้รับการนิรโทษดังกล่าวข้างต้นไม่รวมถึงการกระทำความผิดอาญาโดยเนื้อแท้, ความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชั่น, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง”

ย้อนกลับไปในอดีตเคยพยายามและผลักดันให้เกิดกระบวนการการสร้างความปรองดองมาเป็นระยะ โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เน้นหนักค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประเทศไทยเพิ่งผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองครั้งใหญ่มาอย่างการสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 โดยมีการรายงานที่เผยแพร่ออกมาสู่สาธารณะถึง 2 ฉบับ

ฉบับที่ 1 คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) โดยมี คณิต ณ นคร เป็นประธาน ซึ่งตั้งขั้นสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์และมีวาระการทำงานจนถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ วัตถุประสงค์หลักเพื่อตรวจสอบชำระประวัติเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ในรายงานฉบับสมบูรณ์ของ คอป.ได้นำเสนอแนวทางการสร้างความปรองดองผ่านกระบวนการทางกฎหมายไว้อย่างน่าสนใจด้วย

“การนิรโทษกรรมไม่ใช่เป้าหมายหรือผลลัพธ์สุดท้ายของการปรองดอง คอป. เห็นว่า แม้การนิรโทษกรรมจะเป็นแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยให้สังคมเกิดความปรองดอง แต่ในระหว่างที่สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่มีความขัดแย้งสูงไปสู่สังคมแห่งการปรองดองนั้น การนำการนิรโทษกรรมมาใช้จะต้องเป็นไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

โดยพิจารณาองค์รวมของหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและคำนึงถึงมาตรการที่สอดรับกันระหว่างการสนองความต้องการ ของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงและความรับผิดชอบของผู้กระทำผิด การทำความเข้าใจกับความจริงที่เกิดขึ้นและสาเหตุของความขัดแย้ง การให้ผู้กระทำความผิดต้องชดเชยเยียวยา หรือแสดงความรับผิดต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบและต่อสังคมจนผู้ที่มีความขัดแย้งต่อกันในอดีตเกิดความเข้าใจ และให้อภัยหรือประนีประนอมกันเพื่อการนิรโทษกรรมได้”

ฉบับที่ 2 คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน โดยเริ่มทำงานตั้งแต่ปี 2554-2555 ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ มอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นผู้รวบรวมข้อมูลและจัดทำรายงานออกมาในรูปแบบทางวิชาการ และได้มีข้อเสนอเพื่อการสร้างความปรองดองแบ่งเป็นระยะเวลาดังนี้

“ระยะสั้น การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรมและเป็นการลดเงื่อนไขข้อกล่าวอ้าง ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในส่วนของการดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาโดยกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) โดยมีความเป็นไปได้อย่างน้อย 3 ทางเลือก

ทางเลือกที่ 1 ดำเนินดําเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาด้วยกระบวนการยุติธรรมตามปกติที่มีอยู่ โดยให้เฉพาะผลการพิจารณาของ คตส.สิ้นผลลง และโอนคดีทั้งหมดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดําเนินการใหม่แต่ไม่กระทบถึงคดีที่ถึงที่สุดแล้ว

ทางเลือกที่ 2 ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดําเนินการโดย คตส.ทั้งหมด และให้ดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปกติโดยให้ถือว่าคดีดังกล่าวไม่ขาดอายุความ

ทางเลือกที่ 3 ให้เพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดําเนินการโดย คตส.ทั้งหมด และไม่นําคดีที่อยู่ระหว่างกระบวนการและที่ตัดสินไปแล้วมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง

ระยะยาว ออกแบบภาพอนาคตของการปกครองระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นหลักการที่ทุกฝ่ายยอมรับและยึดถือร่วมกัน โดยการเปิดพื้นที่่ให้มีการพูดคุยกันถึงลักษณะความเป็นประชาธิปไตยของไทยที่คนในสังคมยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ และวางรากฐานของประเทศเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม”

ไม่ว่าจะเป็นยุครัฐบาลหรือรัฐบาลพลเรือน การสร้างความปรองดองเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าต้องทำให้สำเร็จ แต่เมื่อมีข้อเสนอออกมาแล้ว กลับมีคำถามตัวใหญ่ตามมาว่ารัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารได้ลงมือปฏิบัติให้เกิดเป็นรูปธรรมหรือไม่

ข่าวล่าสุด

พรรคกล้าธรรมเปิดเวทีนครสวรรค์ ชูนโยบายที่ดิน–ราคาเกษตรเป็นธรรม