พรรคกลางอุ้ม รธน. ปัจจัยหนุนผ่านประชามติ
สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยกำลังกลับสู่โหมดของการห้ำหั่นและการชิงไหวชิงพริบอีกครั้ง หลังจากพักรบกันไปในช่วงเทศกาลสงกรานต์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยกำลังกลับสู่โหมดของการห้ำหั่นและการชิงไหวชิงพริบอีกครั้ง หลังจากพักรบกันไปในช่วงเทศกาลสงกรานต์
หากจะบอกว่าบริบทการเมืองที่ต้องจับตานับจากนี้มากที่สุดคงหนีไม่พ้น “การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ”
กำหนดการในการทำประชามติอย่างไม่เป็นทางการได้เริ่มขึ้นแล้วนับตั้งแต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญพร้อมกับคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จไปเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมกับส่งไปให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดพิมพ์และเผยแพร่ต่อไป ก่อนจะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาให้วันที่
7 ส.ค.เป็นวันออกเสียงประชามติ
แต่ถึงกระนั้นระหว่างทางก่อนไปจะถึงวันตัดสินนั้นมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังกันให้ดี เนื่องจากฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญเริ่มโหมโรงกันแล้ว ซึ่งมีทีท่าจะทวีความเข้มข้นมากขึ้นไปอีก ภายหลังการทำประชามติครั้งนี้ไม่ได้แค่คำถามที่ถามว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่เพียงคำถามเดียว แต่มีอีกคำถามที่ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการให้รัฐสภา (สส. และ สว.) ร่วมกันเลือกบุคคลเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีในระยะเปลี่ยนผ่าน
ลำพังแค่การต่อสู้กันในประเด็นรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็หนักอยู่แล้ว ยิ่งมีคำถามพ่วงที่ค่อนข้างเป็นการกระทบกระเทือนหลักการของรัฐธรรมนูญไทยที่เคยมีมา ย่อมส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มมองว่าโอกาสที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านการทำประชามติครั้งนี้มีค่อนข้างสูงพอสมควร
สาเหตุที่คำถามพ่วงประชามติมีผลต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องไม่ลืมว่านับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา การเลือกนายกรัฐมนตรีจะให้เป็นอำนาจตัดสินใจของสภา
ผู้แทนราษฎรในฐานะตัวแทนของประชาชนโดยตรงแต่เพียงฝ่ายเดียว
แต่การให้ สว.ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นตัวแทนประชาชนเหมือนกับ สส.มีส่วนร่วมในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย จึงมองได้ว่าเป็นการล้มหลักการที่รัฐธรรมนูญสองฉบับล่าสุดก่อนหน้านี้ได้วางเอาไว้ อันอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติไปด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคำถามพ่วงประชามติจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ชี้ชะตาร่างรัฐธรรมนูญก็จริง แต่อีกด้านก็ไม่อาจมองข้ามการขยับตัวของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองได้เหมือนกัน
ล่าสุด “บรรหาร ศิลปอาชา” แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ประกาศสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยมองว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย และเพื่อให้ประเทศไทยเข้าสู่การเลือกตั้งในปี 2560
“ผมอยากให้มีการเลือกตั้งในปี 2560 ตามที่นายกฯพูดมา เลือกตั้งไปเถอะ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิดไปมันอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ได้ ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันแต่ถ้าไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เสียเลย ปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้น เดี๋ยวก็ไปร่างขึ้นมาใหม่ถ้าแย่ยิ่งกว่าเดิมก็ยิ่งจะไปกันใหญ่เลยทีนี้ แล้วปี 2560 ก็ไม่มีการเลือกตั้งถ้าต้องยืดไปอีกกว่านี้คงไม่ไหวแล้ว” บรรหาร ระบุ
เช่นเดียวกับ พรรคภูมิใจไทย ถึงจะไม่ได้แสดงอาการสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญตรงๆ แต่การที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคใช้โอกาสทำบุญครบรอบการก่อตั้งพรรคประกาศยุทธศาสตร์พรรคและพร้อมเป็นพรรคทางเลือกให้กับประชาชน ย่อมแสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยก็แอบส่งสัญญาณสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญอยู่ไม่น้อย มิเช่นนั้นหัวหน้าพรรคคงไม่ประกาศออกมาอย่างนั้น
“พรรคฟังเสียงประชาชนไม่ว่าประชามติจะออกมาอย่างไร พร้อมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในทุกสถานการณ์ เราเป็นนักกีฬาไม่ใช่คนเขียนกติกา เป็นหน้าที่เราที่จะปฏิบัติตาม ไม่เช่นนั้นก็แข่งกันไม่ได้ ถ้าใครไม่พร้อมแข่งก็ไม่ต้องลง ใครพร้อมแข่งก็เสนอตัว” คำกล่าวของอนุทิน เมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา
ไม่ต่างอะไรกับ กลุ่มการเมืองอย่าง กปปส. ก็ได้ออกมายอมรับว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.มีเนื้อหาที่ดี โดยเฉพาะการปราบทุจริต ทำให้สามารถลงประชามติรับ
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงสงวนท่าทีอยู่พอสมควรโดย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค แค่ระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี แต่ยังไม่ประกาศชัดๆ ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีความชัดเจนเพียงเรื่องเดียว คือ การไม่รับคำถามพ่วงประชามติเท่านั้น
ลูกแทงกั๊กของประชาธิปัตย์ ด้านหนึ่งอาจดูเหมือนว่าจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ภายในพรรคเองส่วนหนึ่งต้องการให้การเมืองกลับสู่การเลือกตั้ง และหากพรรคไปประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์ถูกมองว่าเป็นกลุ่มต้านร่างรัฐธรรมนูญร่วมกับพรรคเพื่อไทย
ถ้ามองจากสถานการณ์ ณ ขณะนี้ เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงกำลังถูกโดดเดี่ยวให้เป็นฝ่ายต้านร่างรัฐธรรมนูญเพียงลำพังเท่านั้น ซึ่งพลังของพรรคเพื่อไทยฝ่ายเดียวย่อมไม่อาจมีแรงที่จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญได้ และเหนืออื่นใดพรรคเพื่อไทยก็อาจไม่ได้เอาจริงกับศึกครั้งนี้เท่าไหร่นัก เพราะตัวเองก็อยากกลับสู่อำนาจเช่นกัน
ดังนั้น การเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะพรรคขนาดกลางและประชาธิปัตย์ในอนาคตอาจออกมาในรูปแบบที่ให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่จะไม่ยอมให้คำถามพ่วงประชามติผ่านประชามติได้อย่างเด็ดขาด เพราะหมายถึงส่วนแบ่งอำนาจทางบริหารที่จะต้องถูกแบ่งออกไป


