posttoday

เปิดใจกกต.ประชามติช่วงเปลี่ยนผ่าน เสรีภาพที่มีข้อจำกัด

18 เมษายน 2559

การเมืองชั่วโมงนี้ไม่มีอะไรที่จะเข้มข้นเท่ากับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการกำหนดอย่างไม่เป็นทางการให้วันที่ 7 ส.ค.เป็นวันออกเสียงประชามติ

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย 

การเมืองชั่วโมงนี้ไม่มีอะไรที่จะเข้มข้นเท่ากับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการกำหนดอย่างไม่เป็นทางการให้วันที่ 7 ส.ค.เป็นวันออกเสียงประชามติ

ก่อนจะถึงวันนั้นแต่ละฝ่ายทั้งฝ่ายสนับสนุนและไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญต่างเตรียมออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของตนเอง ท่ามกลางการควบคุมการแสดงความคิดเห็นที่ค่อนข้างเข้มงวดเมื่อเทียบกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 โดยเฉพาะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้กลไกบางประการที่เรียกว่าการปรับทัศนคติมาควบคุมการแสดงออกของฝ่ายตรงข้าม

ถึงกระนั้น ประวิช รัตนเพียร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการการมีส่วนร่วม ยังยืนยันผ่านการให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ ว่า การแสดงความคิดเห็นยังสามารถกระทำได้ตามสิทธิและเสรีภาพ เพียงแต่มีข้อจำกัดบางประการที่ทุกคนต้องยอมรับและเข้าใจว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน

“ณ วันนี้ ทุกคนรับสภาพอยู่แล้วว่ามันเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน มันไม่ใช่ช่วงปกติที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนมีเสรีภาพใช่ไหมครับ ทุกคนทราบกันดีในเรื่องเหล่านี้ ก็กติกาเหล่านี้เป็นกติกาที่ออกมาในช่วงนี้อย่างนี้ ทีนี้ทำอย่างไรเราถึงจะอยู่กับกติกาตรงนี้ได้โดยที่สามารถเดินหน้าทำประชามติไปและให้คนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นที่อยู่ในกรอบของกฎหมายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยต้องเป็นการแสดงความคิดเห็นที่อยู่บนข้อเท็จจริง ไม่หยาบคาย และไม่ปลุกระดมข่มขู่”

“กกต.พยายามจะทำให้ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้มากที่สุด แต่การจะไปบอกว่าให้ดำเนินการประชามติเหมือนกับบ้านเมืองอื่นๆ ที่อยู่ในเวลาปกติที่ให้แต่ละฝ่ายดำเนินการรณรงค์ได้ตามที่แต่ละฝ่ายต้องการ บางทีมันอาจไม่ได้ถึงขนาดนั้น”

ประวิช ยังเล่าถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับกระบวนการจัดประชามติ ว่า อยู่ในระหว่างการเผยแพร่เอกสารที่ได้รับจาก กรธ. (คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ) ทั้งตัวบทบัญญัติจำนวน 279 มาตรา และเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ

“ตัวบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งมาให้ กกต.จำนวน 279 มาตรา จากเดิมที่ต้องจัดพิมพ์ 20 ล้านเล่ม แต่เมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จะดำเนินการจัดพิมพ์เหลือเพียงประมาณ 1.2 ล้านเล่ม ส่วนเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ กกต.จะจัดพิมพ์ประมาณ 6 ล้านเล่มเท่านั้น เราพิจารณาแล้วว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 และปี 2559 มีความแตกต่างกัน เพราะปัจจุบันมีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างมาก ใครอยากรู้รายละเอียดอะไรก็สามารถดาวน์โหลดออกมาได้ ทำให้เราสามารถลดงบประมาณสำหรับการจัดพิมพ์เอกสารไปได้ถึง 600 ล้านบาท”

กกต.ด้านการมีส่วนร่วม สรุปว่า ก่อนออกเสียงประชามติ กกต.จะดำเนินการเผยแพร่เอกสารที่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชน 3 ส่วนด้วยกัน ประกอบด้วย 1.บทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญ 279 มาตรา 2.คำอธิบายสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ และ 3.เนื้อหาสรุปย่อเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่ กกต.จะจัดส่งไปตามครัวเรือนพร้อมกับจดหมายแจ้งการมีสิทธิออกเสียงของผู้มีสิทธิ ซึ่งเอกสารอย่างสุดท้ายนี้คงต้องมีการปรึกษากับ กรธ.อีกครั้งหนึ่งก่อน

“ทั้งหมดเราเชื่อว่าประชาชนน่าจะได้รับทราบข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจได้ เพราะไม่ได้มีเพียงแค่การส่งเอกสารเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นอีก”

การให้ กรธ.มีสิทธิไปร่วมชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญได้นั้นจะถือเป็นการชี้นำทางอ้อมหรือไม่? ประวิช ตอบว่า กรธ.จะสามารถชี้แจงแค่สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะถือว่า กรธ.เป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง กรธ.เตรียมดำเนินการประสานมายัง กกต.ภายหลังกฎหมายประชามติมีผลบังคับใช้ว่าขอเอกสารร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 5 หมื่นฉบับ บทสรุปสาระสำคัญ 2 แสนฉบับ จากนั้น กรธ.จะดำเนินการลงพื้นที่ต่อไป

ประวิช ระบุต่อไปอีกว่า ร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพิ่งให้ความเห็นชอบไปนั้นเปิดทางให้ กกต.สามารถจัดเวทีแสดงความคิดเห็นได้ ซึ่งการจัดเวทีดังกล่าวจะไม่กระทบกระเทือนกับประกาศ คสช.ที่ห้ามการชุมนุมทางการเมือง

“กกต.ไม่ได้ขอให้ คสช.แก้ไขประกาศตัวนั้น แต่ กกต.คิดว่าสามารถจัดเวทีที่เป็นรูปธรรมได้ เช่น ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมาลงทะเบียนกับ กกต.ให้ชัดเจน เพื่อให้ กกต.ได้ทราบตัวตนของบุคคลและได้รู้ว่าจะแสดงความคิดเห็นเรื่องอะไร ซึ่ง กกต.อาจจะกำหนดสัก 10 หัวข้อ และให้บุคคลมาแสดงความคิดเห็น เป็นต้น”

“แบบนี้เราเรียกว่าเป็นการดีเบตแห้งอยู่ในห้องส่ง เป็นการบันทึกเทปเอาไว้แล้วนำมาออกอากาศในภายหลัง โดยจะมีคณะกรรมการคอยดูว่าผู้ที่มาแสดงความคิดเห็นมีการบิดเบือนหรือปลุกระดมข่มขู่หรือไม่ การแสดงความคิดเห็นลักษณะนี้จะเป็นการพูดเฉพาะเนื้อหาเท่านั้น”

ประวิช อธิบายสาเหตุที่ไม่ให้เวทีการอภิปรายแบบมีการถ่ายทอดสด ว่าอาจสุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับประกาศของ คสช. ส่วนสาเหตุที่ กกต.ไม่ขอให้ คสช.ระงับการใช้คำสั่งเกี่ยวกับการห้ามชุมนุมทางการเมืองออกไปก่อน เพราะ กกต.เชื่อว่าการดีเบตแห้งอย่างที่ว่ามานั้นเราสามารถให้ความรู้เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชนได้

“เวลานี้เท่าที่ได้ทราบ ประชาชนตื่นตัวกับการประชามติครั้งนี้ค่อนข้างมาก แต่เมื่อถึงวันออกเสียงประชามติ ท่านจะตัดสินใจก้าวเท้าออกไปใช้สิทธิหรือเปล่า ส่วนตัวไม่มีความแน่ใจ เหตุผล คือ การทำประชามติมันไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง อย่างการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2550 มีการบอกว่าให้ประชาชนไปใช้สิทธิกันเถอะ แต่สุดท้ายมีคนไปลงคะแนนแค่ 57% เท่านั้น โดยคราวนี้เราตั้งเป้าไว้ว่าจะให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 80% เพราะปัจจุบันได้มีเครือข่ายที่วางกันไว้เป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ แต่หากที่สุดแล้วมีคนออกมาใช้สิทธิเกิน 57% ก็ถือว่าใช้ได้”

เมื่อขอให้ช่วยประเมินว่าการลงคะแนนประชามติของประชาชนจะอยู่บนพื้นฐานอะไรระหว่างเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญหรือบรรยากาศทางการเมืองในเวลานั้น ประวิช วิเคราะห์ว่า “ผมเชื่อว่าคนจะตัดสินใจจากหลายปัจจัย เพราะปัจจุบันมีช่องทางการสื่อสารหลากหลายกว่าในอดีต อย่างไรก็ตาม จะบอกว่าทุกคนอ่านร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 279 มาตรา เข้าใจอย่างถ่องแท้และเดินไปออกเสียงที่หน่วยเลือกตั้ง คงเป็นเรื่องที่อยู่ในอุดมคติ และเป็นเรื่องที่ฝันเกินไป ทว่าแต่ละคนมีความสนใจในร่างรัฐธรรมนูญแตกต่างกัน บางคนรับได้ในประเด็นนี้ บางคนรับไม่ได้ในประเด็นนี้ มันมีความหลากหลายมาก”

ส่วนพลังของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่อาจจะมีอิทธิพลต่อการชี้นำประชาชนในการออกเสียงประชามติ ประวิช คาดว่า “ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิกข้อห้ามเกี่ยวกับการทำกิจกรรมทางการเมืองของพรรคการเมือง สมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารคงทำได้แค่การแสดงความคิดเห็นในนามส่วนตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับประชาชนจะมีความศรัทธาในตัวบุคคลนั้นขนาดไหน”

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด บีจี ปทุม พบ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ไทยลีก1 วันนี้ 18 ม.ค.69