posttoday

5 จุดเสี่ยง รัฐธรรมนูญ

11 เมษายน 2559

5 จุดเสี่ยงของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจที่จะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เริ่มต้นนับถอยหลังสู่การทำประชามติกับเวลาที่เหลืออีกไม่ถึง 6 เดือน ซึ่งจะได้รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย ฤชุพันธุ์​ จะผ่านความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่หรือไม่

ส่องดูเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายประเด็นที่ถือเป็น “จุดแข็ง” โดยเฉพาะ “ยาแรง”​ ที่งัดมาคัดกรองบุคคลที่จะเข้าสู่​ “การเมือง” และ “อำนาจรัฐ” แต่ก็มี “จุดอ่อน” อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกับ 5 ปมร้อนที่ถูกถล่มต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะฉุดให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ

ประเด็นแรก ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดคือ ข้อครหาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” โดยเฉพาะเนื้อหาในบทเฉพาะกาลที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ปรับแก้ในโค้งสุดท้ายตามข้อเสนอแนะของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)​

ทั้งกำหนดการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2 ช่วง คือ ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี และช่วงปกติ พร้อมปรับที่มาของ สว.​จากการเลือกไขว้ข้ามสาขาอาชีพ 200 คน มาเป็นการสรรหา 250 คน โดยคณะกรรมการสรรหาที่แต่งตั้งโดย คสช.​

พร้อมเพิ่มอำนาจให้ สว. หากในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีจากรายชื่อที่กำหนดให้แต่ละพรรคการเมืองเสนอบุคคลที่จะเป็นนายกฯ​ พรรคละ 3 รายชื่อได้ ที่ประชุมร่วมรัฐสภา สส.-สว.สามารถใช้เสียง 3 ใน 5 ของดเว้นข้อบังคับ ให้สภาสามารถเลือกบุคคลนอกลิสต์ได้

ประเด็นนี้ถูกถล่มอย่างหนักว่าเป็นการเปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอก สอดรับกับท่าทีล่าสุด เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเอกฉันท์เห็นควรให้ตั้งคำถามพ่วงประชามติ โดยให้ สว.เข้ามามีส่วนเลือกนายกรัฐมนตรี

ที่สำคัญด้วยระบบเลือกตั้งใหม่นี้ทำให้ยากที่พรรคใดพรรคหนึ่งจะได้เสียงข้างมากเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ประกอบกับ​จำนวนของ สว.​ 250 เสียง แถมยังมีความเป็นเอกภาพสูง ทำให้มีผลต่อการชี้ขาดเลือกนายกฯ อย่างมีนัยสำคัญ​

ประเด็นที่สอง เรื่องสิทธิจากเดิมที่เคยถูกถล่มอย่างรุนแรงว่า “ถอยหลัง” จากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 และ 2550 เป็นอย่างมาก จนต่อมา กรธ.ต้องยอมปรับแก้เพื่อลดแรงเสียดทาน

แต่เสียงสะท้อนความเป็นห่วงก็ยังไม่ได้ลดน้อยลงไป คณะนิติราษฎร์​ยังมองว่า สาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพดังเช่นที่เคยปรากฏในรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 กลับไม่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ทั้งๆ ที่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นหลักการสำคัญในการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญไม่ให้ถูกล่วงละเมิดโดยอำนาจรัฐ

นั่นย่อมทำให้รัฐสามารถตรากฎหมายกระทบถึงแก่นของสิทธิเสรีภาพได้โดยอ้างข้อจำกัดที่ใช้ถ้อยคำซึ่งสามารถได้รับการตีความได้อย่างกว้างขวาง และส่งผลให้ในที่สุดแล้วการรับรองสิทธิเสรีภาพไว้ในรัฐธรรมนูญ ย่อมหาความหมายอันใดมิได้​

ประเด็นที่สาม เรื่องเรียนฟรี ที่มีแรงกระเพื่อมตามมาไม่น้อย ล่าสุดเยาวชนกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงมาตรา 54 ระบุว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับ อย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บ
ค่าใช้จ่าย”

นั่นหมายความว่า การเรียนฟรี ​12 ปี เริ่มนับตั้งแต่ระดับปฐมวัยหรือระดับอนุบาลจนจบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี หรือเรียนจบ ม.3​ ไม่ใช่ ม.6 เหมือนที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้เยาวชนส่วนหนึ่งเสียสิทธิ และต้องควักกระเป๋าเพิ่ม​กลายเป็นภาระต่อครอบครัวอีกไม่น้อย

มีชัย ฤชุพันธุ์ ชี้แจงประเด็นนี้ว่า การร่น 12 ปีมาเริ่มตั้งแต่ก่อนประถมศึกษาเพราะช่วง ม.ปลายมีกองทุนการศึกษาให้แล้ว หากในอนาคตรัฐบาลมีงบประมาณมากขึ้น ก็สามารถขยายระยะเวลาจัดการศึกษาฟรี 15 ปี จนถึงชั้น ม.6 ได้เช่นกัน

​ประเด็นที่สี่ กรอบการทำงานของรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในอนาคต เสมือนถูกตีกรอบไว้ด้วยแนวนโยบายตามรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่อง “ปฏิรูป” ซึ่งล่าสุดในรัฐธรรมนูญถึงขั้นกำหนดให้รัฐบาลต้องรายงานความคืบหน้าต่อ สว.ทุก 3 เดือน

การต้องพะวักพะวนหรือทุ่มเทสรรพกำลังทำเรื่องปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ ย่อมยากจะขยับหรือมีอิสระไปคิดทำนโยบายที่ต้องการหรือนโยบายที่ได้เคยหาเสียงต่อประชาชนเอาไว้

ประเด็นสุดท้าย ในหมวดที่ 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งวิเคราะห์กันว่าออกแบบให้แก้ไขยากจนอาจจะสร้างปัญหาต่อไปในอนาคต ยิ่งในเวลาที่ใช้ไปนานๆ แล้วเกิดพบจุดอ่อนที่ต้องการแก้ไข

แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบให้การแก้ไขจะต้องมีการลงคะแนนเสียงเห็นชอบ จะต้องมีคะแนนเสียงของพรรคการเมืองฝ่ายค้านไม่น้อยกว่า 20% ของสมาชิกพรรคทั้งหมดรวมกัน จากเดิมที่กำหนดให้ใช้เสียงทุกพรรคการเมืองต้องมีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 10%

ทั้งหมดนี้เป็นจุดเสี่ยงของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจที่จะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ

ข่าวล่าสุด

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอาทิตย์ที่ 18 ม.ค. 69