‘คำถามพ่วง’ ฉุดประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
ดีเดย์วันนี้ 7 เม.ย. กับการพิจารณาคำถามประกอบการทำประชามติ ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะประชุมชี้ขาดว่าจะตั้งหรือไม่ตั้งคำถาม หรือหากกรณีที่จะตั้ง คำถามจะออกมาอย่างไร
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ดีเดย์วันนี้ 7 เม.ย. กับการพิจารณาคำถามประกอบการทำประชามติ ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะประชุมชี้ขาดว่าจะตั้งหรือไม่ตั้งคำถาม หรือหากกรณีที่จะตั้ง คำถามจะออกมาอย่างไร
แน่นอนว่า “คำถาม” ที่จะออกมา ย่อมส่งผลต่อการทำประชามติไม่มากก็น้อย
สัญญาณล่าสุดสะท้อนผ่านมติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีมติ 138 ต่อ 7 เสียงให้ส่ง 1 ญัตติคำถามไปยัง สนช.เพื่อพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่าจะตั้งคำถามหรือไม่อย่างไร
ภายหลังการพิจารณากว่า 5 ชั่วโมง ซึ่งที่ประชุมได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางชั่งน้ำหนัก เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการตั้งคำถาม
ก่อนจะได้ข้อสรุปเห็นชอบตาม “คำถาม” ของ วันชัย สอนศิริ กรณีให้นายกรัฐมนตรีมาจากการโหวตของที่ประชุมรัฐสภา ได้แก่ สส. และ สว. ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี เพื่อสานงานปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง และประคับประคองสถานการณ์ประชาธิปไตยและความสงบของบ้านเมือง
เนื่องจาก พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สปท. ขอถอนญัตติที่เสนอให้มีคณะกรรมการอิสระเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ภายหลังรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้าปฏิบัติหน้าที่ เพื่อทำหน้าที่เสนอแนะและแก้ไขความขัดแย้ง รวมถึงส่งเสริมความปรองดอง
อีกทั้งท่าทีของ สนช.ยังมีแนวโน้มเห็นคล้อยตามกับข้อเสนอของ สปท. ตามที่ วิทวัส บุญญสถิตย์ สนช. อธิบายว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ควรมีกลไกมาช่วยรองรับให้การเมืองนิ่ง
“ขณะนี้ต้องยอมรับว่าการเมืองยังแกว่งอยู่ มีการนำแจกขันพิมพ์จาก ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาปลุกกระแส ซึ่งสถานการณ์ยังไม่นิ่ง อาจจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายซ้ำรอยเดิมหลังการเลือกตั้งได้ จึงควรมีกลไก สว.มาช่วยประคับประคองให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ในช่วง 5 ปี ถือว่าทำได้ เพราะไม่ได้ให้อำนาจ สว.มาลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เป็นเพียงแค่การช่วยกลั่นกรองเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น”
แม้จะยืนยันว่าไม่มีใบสั่งจากใคร แต่เชื่อว่าคำถามอื่นๆ ซึ่ง กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สนช. ประเมินว่าคำถามอื่นที่ สนช.เสนอมาทั้งการใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ หรือการตั้งรัฐบาลปรองดองนั้น น้ำหนักแผ่วลงไปมาก
ล่าสุด วิป สนช.มีมติให้ สนช.ส่งคำถามพ่วงการทำประชามติ จำนวน 1 ข้อ แม้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าคำถามจะออกมาอย่างไร แต่มติวิปเห็นว่าคำถามของ สนช.ควรมีหลักการใกล้เคียงกับคำถามที่เป็นมติของ สปท.ที่เสนอมา
แต่รายละเอียดยังเห็นไม่ตรงกัน อาทิ การกำหนดกลไกในช่วงเปลี่ยนผ่านควรเป็นอย่างไร และระยะเวลาเหมาะสมช่วงเปลี่ยนผ่านควรเป็นเท่าใด ไปจนถึงการเสนออำนาจในการขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ ที่จะมาชี้ขาดกันวันที่ 7 เม.ย.นี้
ปัญหาอยู่ที่เนื้อหาคำถามของ สนช.นั้น อาจกระทบไปถึงการตัดสินใจรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจ สว.ให้สามารถมีส่วนร่วมเลือกนายกฯ
หากจำได้นี่เป็นประเด็นที่พูดถึงกันก่อนหน้านี้ในช่วงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังจะส่งข้อเสนอแนะมายังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
ทว่าสุดท้ายกลับถูกดักคอจน คสช.ต้องออกมาชี้แจงยืนยันว่า สว.ไม่มีอำนาจแต่งตั้งนายกฯ เพราะที่มาของ สว.มาจากการสรรหาของคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้งของ คสช.
เพื่อลดแรงเสียดทานจากข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ จึงจำเป็นต้องจำกัดอำนาจ สว.ไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งนายกฯ ที่จะเกิดแรงต้านคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ
แม้ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่บัญญัติให้อำนาจ สว.ในการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี แต่สุดท้ายเมื่อคำถามของ สปช.และ สนช. ที่จะออกมากลับให้เพิ่มอำนาจแต่งตั้งนายกฯ ได้
นั่นย่อมสะท้อนให้เห็นการทำงานที่สอดรับกันอย่างเป็นระบบเพื่อเดินไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ
สิ่งที่ต้องกังวลประการแรก คือ คำถามประกอบประชามติจะดึงความสนใจจากเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่มีทั้งจุดเด่นจุดด้อยต่างๆ มากมาย มาเพ่งเล็งที่คำถามมากกว่า
ยิ่งเนื้อหาของคำถามนั้นดูจะล่อแหลมน่าเป็นห่วงกว่าตัวเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ซึ่งสุดท้ายมติของคำถามก็จะต้องนำไปปรับแก้ในรัฐธรรมนูญต่อไป
หากเป็นเช่นนั้นอาจถูกมองว่าเป็นการหมกเม็ดหลบประเด็นไว้นอกรัฐธรรมนูญ แม้ผลสุดท้ายอาจเป็นเงื่อนไขที่ต้องกลับมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น นอกจากจะสร้างความขัดแย้งสร้างความสับสนในการออกเสียงประชามติแล้ว ดีไม่ดีอาจฉุดให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องไม่ผ่านประชามติในที่สุด
โดยเฉพาะเมื่อจิ๊กซอว์ต่างๆ ประกอบภาพสุดท้ายออกมา กลายเป็นการตอกย้ำข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจที่ชัดเจนขึ้น


