
ร่าง รธน.ฉบับลงประชามติ เพิ่มเสรีภาพ-คุมเข้มการเมือง
29 มี.ค. “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)เตรียมเปิดเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะให้ประชาชนลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ในเวลา 13.39 น.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
29 มี.ค. “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เตรียมเปิดเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะให้ประชาชนลงมติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ในเวลา 13.39 น.
ทั้งนี้ เนื้อหาในภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญที่มีการปรับแก้ไขมากที่สุด คือ หมวด 3 ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย
มาตรา 25 กรธ.บัญญัติถ้อยคำเพิ่มเพื่อยืนยันในเชิงหลักการว่า “สิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมาย แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคลหรือชุมชนย่อมสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้
บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ”
เช่นเดียวกับ มาตรา 27 แม้ในเบื้องต้น กรธ.จะรับรองความเสมอภาคของบุคคลที่ต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่ กรธ.ได้ปรับปรุงถ้อยคำเพื่อขยายการคุ้มครองให้มีความกว้างและเฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้นว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะบุคคล ฐานทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้”
ส่วนเรื่องที่เคยเป็นปัญหาที่ถูกวิจารณ์อย่างสิทธิชุมชนในการฟ้องร้องรัฐ ที่หลายฝ่ายเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกได้ลดทอนสิทธิดังกล่าวที่เคยมีอยู่เดิมตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ปรากฏว่า กรธ.ได้เพิ่มเติมถ้อยคำเข้าไปโดยยึดหลักการตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยมีสาระสำคัญดังนี้
“มาตรา 41 บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ
(1) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ
(2) เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว
(3) ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ”
สอดคล้องกับมาตรา 43 ที่ระบุว่า “บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ (1) อนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามทั้งของท้องถิ่นและของชาติ
(2) จัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
(3) เข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการใดอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชน หรืองดเว้นการดำเนินการใดอันจะกระทบต่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุขของประชาชนหรือชุมชน และได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยเร็ว ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาข้อเสนอแนะนั้นโดยให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วยตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
(4) จัดให้มีระบบสวัสดิการของชุมชน
สิทธิของบุคคลและชุมชนตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึงสิทธิที่จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐในการดำเนินการดังกล่าวด้วย”
นอกจากนี้ เรื่องสิทธิเสรีภาพในการตั้งพรรคการเมือง กรธ.ก็ยังให้รับรองเอาไว้ แต่ได้เพิ่มมาตรการที่ให้ประชาชนในฐานะสมาชิกพรรคสามารถตรวจสอบการดำเนินการพรรคการเมืองไว้ในมาตรา 45 ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่กฎหมายบัญญัติ
กฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกำหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น รวมทั้งมาตรการกำกับดูแลมิให้สมาชิกของพรรคการเมืองกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.”
สำหรับบทเฉพาะกาลในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นไฮไลต์สำคัญในทางการเมือง นอกเหนือไปจากการบัญญัติให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีอำนาจแต่งตั้ง สว.จำนวน 250 คน มีวาระ 5 ปี และให้รัฐสภาลงมติยกเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถลงมติเลือกบุคคลนอกบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้แล้ว แต่ยังมีประเด็นสำคัญอย่างการลดเงื่อนไขการลงสมัคร สส.และ สว.ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และผู้ดำรงตำแหน่งใน คสช.
เดิม กรธ.กำหนดว่า สนช. สปท. และ คสช.จะลงสมัคร สส.หรือ สว.ไม่ได้ หากไม่ได้ลาออกภายใน 90 วันนับตั้งแต่ที่รัฐธรรมนูญใช้บังคับ แต่ต่อมาเปลี่ยนให้ลาออกภายใน 90 วันเฉพาะกรณีที่จะลงสมัคร สส.เท่านั้น โดย กรธ.ให้เหตุผลว่าการลงสมัคร สส.เป็นการแสดงเจตนาของบุคคลที่ต้องการเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง จึงควรสละสิทธิการทำหน้าที่ในปัจจุบัน
ต่างกับ สว. เพราะ สว.ชุดแรกจะมาจากการสรรหา ซึ่งไม่มีใครทราบว่าตัวเองจะได้เป็น สว.หรือไม่ หากไปกำหนดให้ต้องลาออกภายใน 90 วัน จะเท่ากับเป็นการตัดสิทธิของบุคคลในการทำหน้าที่ สนช. สปท. และ คสช.ไปโดยปริยาย จึงเห็นว่าไม่ควรกำหนดเงื่อนไขนั้นเอาไว้
ขณะที่การคงอยู่ของ คสช. คณะรัฐมนตรี (ครม.) และ สนช. ยังคงเป็นไปตามเดิม คือ คสช.และ ครม.จะทำหน้าที่ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่ ส่วน สนช.จะพ้นหน้าที่เมื่อมี สว.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ส่วน สปท.อยู่ไปอีก 1 ปี เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูป และ กรธ.จะอยู่ต่อจนจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบและกฎหมายอื่นๆ รวม 11 ฉบับแล้วเสร็จ
สุดท้าย วันเลือกตั้ง สส.จะมีขึ้นภายใน 150 วันนับตั้งแต่วันที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. การได้มาซึ่ง สว. คณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พรรคการเมือง มีผลบังคับใช้







