
เสียงจากอดีตสว. คสช.ตั้ง250แก้ขัดแย้งไม่ได้
ปมใหญ่ที่ถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจซ่อนรูปในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับของมีชัย ฤชุพันธุ์ นั่นคือเรื่องที่มาของ สว
โดย...เลอลักษณ์ จันทร์เทพ
ปมใหญ่ที่ถูกมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจซ่อนรูปในบทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับของมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นั่นคือเรื่องที่มาของ สว.ที่ผ่านคณะกรรมการสรรหา 200 คน และอีก 50 คน มาจากการเลือกกันเองของแต่ละสาขาอาชีพ 20 ด้าน นอกจากนี้ยังสำรอง 6 เก้าอี้ สว. ให้ผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการประจำ ซึ่งหนีไม่พ้นผู้นำเหล่าทัพ แน่นอน และท้ายที่สุด สว. 250 คน ที่มาในช่วงเปลี่ยนผ่านไม่แตกต่างจากสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) หรือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
นิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา แสดงความเห็นว่า ไม่ว่าที่มาของ สว.จะมีที่มาในรูปแบบใด จะแต่งตั้ง หรือจะสรรหาแน่นอนว่าการทำงานจะต้องตรงกับเจตนารมณ์ คสช.และ กรธ. ที่มีเป้าหมายเพื่อให้กลไกที่จะบริหารประเทศด้วยการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศตามยุทธศาสตร์ที่ คสช.ได้วางไว้ 20 ปี หากมองไปที่การวางตัวข้าราชการ 6 ตำแหน่ง ชัดเจนที่จะเข้ามาเป็นฐานกำลังสำคัญ เป็นวิปประสานและควบคุมกำกับการทำงานในภาพรวมเป็นหลัก และเพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการล้มรัฐธรรมนูญ
“แต่อยากจะเตือนว่าไม่เสมอไปในประวัติศาสตร์มีมาแล้ว เช่น ในสมัยจอมพลถนอม ยังสามารถปฏิวัติตัวเองได้ การจะแก้รัฐธรรมนูญให้ยากมันก็ยากแต่จะง่ายมันก็ง่าย ผมหวังว่า สว. 250 คน จะเข้าไปทำหน้าที่การออกกฎหมาย กำกับกลั่นกรองกฎหมายที่ออกไป ให้เป็นประโยชน์และยุติธรรมมากที่สุด และจะทำหน้าที่เพียงแค่คอยตรวจสอบ รัฐบาล เช่น ยื่นกระทู้ ตั้งกรรมาธิการกำกับการทำงานของรัฐบาล แค่นี้อำนาจก็เยอะพอแล้ว”
สิงห์ชัย ทุ่งทอง อดีต สว.อุทัยธานี กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่ กรธ.จะกำหนดให้มี สว.สรรหา เพราะเจตนาของ คสช.มีความชัดเจนตั้งแต่แรกที่เข้ามาปฏิวัติเพราะมองว่าปัญหาเกิดจากกลุ่มการเมือง และต้องการปฏิรูปในสิ่งที่คิดว่าเป็นปัญหา ซึ่งเขาไม่สามารถที่จะปกครองประเทศได้โดยไม่เป็นระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นจึงต้องสร้างเครื่องมือ กลไกต่างๆ เข้ามาควบคุม แต่การควบคุมการเมืองต้องอย่าใช้การควบคุมแบบทหารแบบสายบังคับบัญชาจะต้องทำแบบให้เนียนค่อยเป็นค่อยไปให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตย และจากประสบการณ์เป็น สว.มา 6 ปี การมี สว.สรรหาทั้ง 250 คน ไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ และยังเป็นช่องทางให้กลุ่มการเมืองใช้เป็นข้ออ้างเรื่องความชอบธรรมด้วย เนื่องจากกลุ่มคนที่จะเข้ามาสรรหา สว. ใช้ตรรกะอะไรวัดว่าเป็นคนดีและเป็นที่ยอมรับ และแน่นอนว่าคนเหล่านี้จะเป็นกลุ่มคนที่มีแนวคิดที่ไปในทิศทางเดียวกัน
อดีต สว. ระบุอีกว่า อำนาจ สว.ที่สามารถแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระได้ แล้วมีผลที่จะให้คุณให้โทษกับกลุ่มการเมืองหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สุดท้ายแล้วปัญหาจะกลับมาเหมือนความขัดแย้งเหมือนเดิม ที่กลุ่มการเมืองใช้เป็นข้ออ้างในการโต้แย้ง เรียกร้องความชอบธรรมต่างๆ ดังนั้นอำนาจหน้าที่ของ สว.สรรหาควรจะมีกรอบเป็นเพียงสภาพี่เลี้ยง ที่ท้วงติง ตรวจสอบเท่านั้นอย่าให้อำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ หรือกำหนดอำนาจที่จะให้คุณให้โทษกลุ่มการเมืองไม่ว่าจะทางตรงทางอ้อม
คำนูณ สิทธิสมาน อดีต สว.สรรหา กล่าวว่า เข้าใจข้อเสนอ คสช.ที่จะอยู่ในช่วงเวลาชั่วคราวระยะเปลี่ยนผ่าน 5 ปีเท่านั้น ซึ่งรายละเอียดอำนาจหน้าที่เป็นเรื่องที่ กรธ.และ คสช.ต้องหารือกันให้ตกผลึก แต่ความเห็นส่วนตัวเรื่องที่มาและการทำหน้าที่ของ สว.ในภาพรวมช่วงปกติคิดว่า วุฒิสภาควรจะมีภาระหน้าที่และมีที่มาแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร เพื่อความสมบูรณ์ในแบบผู้แทนปวงชนชาวไทยในรัฐสภามิติอื่นบ้าง เช่น มีความหลากหลายทางวิชาชีพ หรือวิชาการ เพื่อการทำงานให้รอบด้านมากขึ้น เนื่องจากมีคนอีกมากที่อยากเข้ามาทำงานในโครงสร้างการเมือง แต่ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาในระบบการเลือกตั้งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรได้
อย่างไรก็ตาม การทำงาน สว.สรรหา จากประสบการณ์ไม่มีการทำงานตามใบสั่ง เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 ก็มีกำหนดไว้ว่าให้เป็นได้สมัยเดียวหรือต้องเว้นวรรคหนึ่งสมัย โดยการทำงานไม่ต้องคำนึงว่าต้องทำตามประสงค์ผู้แต่งตั้งเพื่อหวังได้รับการแต่งตั้งต่อไป หากกังวล สว.ทำตามใบสั่ง การร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีขึ้นก็ต้องเขียนกติกาขึ้นมาให้ชัดเจนและเข้าใจว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ก็มีกฎเกณฑ์ กฎจริยธรรมต่างๆ ควบคุมอยู่แล้ว







