
เดิมพันสุดท้าย กรธ.เลือกทางไหนก็เสี่ยง
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน กรธ.ในฐานะคนร่างรัฐธรรมนูญย่อมหนีไม่พ้นต้องแบกรับแรงเสียดทาน
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กับการหยิบยก “ข้อเสนอ” ต่อการร่างรัฐธรรมนูญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาพิจารณาช่างน้ำหนักข้อดีข้อเสีย และวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ก่อนชี้ขาดว่าจะทำอย่างไรในวันที่ 21 มี.ค.นี้
ที่สำคัญไม่ว่า กรธ.จะตัดสินใจเลือกเดินทางไหนก็มีแต่เสียกับเสีย ขึ้นอยู่กับว่าจะเสียมากเสียน้อยเท่านั้น
ต้องยอมรับว่าแพ็กเกจของ คสช. ที่ลงนามโดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. ส่งตรงมาถึง มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เต็มไปด้วยข้อกังขาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ”
โดยเฉพาะข้อเสนอเปิดทาง “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี โดยให้เขียนบรรจุในบทเฉพาะกาลงดเว้นการบังคับใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 83 และ 154 ที่กำหนดให้พรรคการเมืองอาจแจ้งรายชื่อผู้ที่จะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไม่เกิน 3 รายชื่อ
สอดรับกับข้อเสนอเรื่องการสรรหา สว. ในช่วงเปลี่ยนผ่าน แทนการเลือกไขว้ระหว่างกลุ่มอาชีพ ซึ่งพ่วงอำนาจเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แถมยังมีการล็อก 6 ที่นั่ง สว.ให้ ผบ.เหล่าทัพ และปลัดกระทรวงกลาโหม
อีกทั้งในการเลือกตั้งครั้งแรกยังเสนอให้งดเว้นการเลือกตั้งระบบบัตรเดียวเปลี่ยนมาใช้เลือกตั้ง 2 บัตร เหมือนเดิมคือเลือก สส.เขต 350 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 150 คน โดยใช้ระบบเขตใหญ่ไม่เกิน 3 คน
ชุดข้อเสนอที่ถูกเปิดออกมานำมาสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง ทำให้ กรธ.ได้แต่ยื้อเวลาออกไปให้นานที่สุด เพื่อรับฟังกระแสสังคมก่อนจะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร
ด้วยสถานะคนเขียนรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะมาจากข้อเสนอหรือมีเบื้องหน้าเบื้องหลังจากไหนก็ตาม แต่สุดท้ายคนที่ต้องรับผิดชอบก็หนีไม่พ้น กรธ.
วิเคราะห์ทางเลือกของ กรธ. เวลานี้มีอยู่ 3 ทางเลือกหลัก แต่ละเส้นทางมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับ กรธ.ว่าจะช่างน้ำหนักและสรุปเลือกเดินทางไหน
เริ่มจากทางเลือกแรกยืนยันจุดยืนเดิมของ กรธ. ไม่ปรับแก้ตามข้อเสนอของ คสช. ทั้ง 3 ข้อ ซึ่งข้อดีคือจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงดูน่าเชื่อถือในสายตาประชาชน เพราะไม่ถูกแทรกแซงจาก คสช.
รวมทั้งยังเป็นการ “ตัดตอน” ข้อครหาเรื่อง “การสืบทอดอำนาจ” ไม่ให้ลุกลาม บานปลายจนย้อนกลับกระทบภาพรวมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะมีเนื้อหาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่มาก แต่เมื่อ กรธ.ตัดสินใจปรับแก้เนื้อหาในบางประเด็นโดยเฉพาะเรื่องสิทธิที่เพิ่มเติมเข้ามา ย่อมช่วยให้สามารถผ่านประชามติได้ง่ายขึ้น หากไม่มีความเคลือบแคลงว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ
แต่ข้อเสียคือจะทำให้เกิดปัญหาระหว่าง คสช.และ กรธ. ดังจะเห็นว่ารอบนี้ คสช.ประกาศเอาจริงกับข้อเสนอชุดนี้ถึงขั้นประกาศไม่ดีก็เขียนใหม่
ทางเลือกที่สอง กรธ. ยอมปรับแก้ตามข้อเสนอ คสช. ด้วยเหตุผลเพื่อช่วยประคับประคองสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านไม่ให้การปฏิรูปหรือสิ่งที่ทำมาต้องสะดุด แต่สุดท้ายหนีไม่พ้นข้อครหาเรื่องการสืบทอดอำนาจ ที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับถูกตีตราว่าเป็นฉบับสืบทอดอำนาจ
นอกจากจะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญสุ่มเสี่ยงจะถูกคว่ำในชั้นประชามติ จนต้องกลับมาตั้งต้นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญอีกเป็นรอบที่ 3 และพานกระทบต่อไปถึงโรดแมปเลือกตั้งปี 2560
อีกด้านหนึ่งตัว กรธ.เอง จะต้องตกเป็นจำเลย แบกรับแรงเสียดทานไว้ทั้งหมด
ทางเลือกสุดท้ายคือการแก้ไขเพียงบางส่วนจากข้อเสนอทั้งหมด ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แบบ “บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น” ยอมแก้ไขในบางประเด็นแต่ไม่หมดทุกประเด็น แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์บ้างแต่ก็ช่วยผ่อนหนักเป็นเบา
ส่วนจะแก้ไขมากหรือน้อย หรือแก้ไขในประเด็นใดบ้างก็คงต้องไปพิจารณาข้อดีข้อเสีย และผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งหากรักษาสมดุลไม่ให้ถูกตีตราว่าสืบทอดอำนาจและยังประคองสถานการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านได้จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลุ้นจะผ่านประชามติ
หรือกรณีจะยอมปรับแก้รัฐธรรมนูญตามข้อเสนอของ คสช. ทาง กรธ.ก็อาจใช้วิธีไม่ปรับตามข้อเสนอของ คสช. ทั้งหมดอาจพลิกปรับเนื้อหาให้เป็นที่ยอมรับได้ แต่ยังคงเจตนารมณ์ของคสช.เอาไว้ หรืออาจจะเขียนรายละเอียดเพิ่มเติม เพื่อลดทอนข้อครหาเปิดทางสืบทอดอำนาจให้ลดลงไปบ้าง
แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน กรธ.ในฐานะคนร่างรัฐธรรมนูญย่อมหนีไม่พ้นต้องแบกรับแรงเสียดทานจากผลลัพธ์ที่จะตามมานับจากนี้ ส่วนจะแรงมากน้อยแค่ไหนคงต้องจับตาดูกันต่อไป







