แก้รธน.ชั่วคราว ปรับหมากสู้ฝ่ายตรงข้าม
การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ครั้งที่สองของคสช. และครม.เริ่มทำให้ภาพของการเมืองไทยเห็นชัดมากขึ้นอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ครั้งที่สองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เริ่มทำให้ภาพของการเมืองไทยเห็นชัดมากขึ้นอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
สาเหตุที่ต้องบอกว่าเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนเพียงครึ่งเดียวนั้น เนื่องจาก ครม.และ คสช.ได้เสนอแก้ไขทั้งหมด 5 ประเด็น แต่ปรากฏว่ากลับไม่ได้ดำเนินการแก้ไขในประเด็นสำคัญ คือ หากประชาชนลงมติไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป
เรื่องดังกล่าวถือเป็นหัวใจสำคัญที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ คสช.และ ครม.แสดงความชัดเจนออกมาผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ทว่า ครม.และ คสช.ยังคงสงวนท่าทีเอาไว้ก่อน ซึ่งด้านหนึ่งย่อมมองได้ว่าทั้ง ครม.และ คสช.ยังไม่ต้องการหงายไพ่ออกมา เพราะหากเปิดไต๋ให้เห็นว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะเป็นอย่างไรต่อนั้น อาจเป็นการสร้างเงื่อนไขให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น
ในทางกลับกัน การชะลอการไม่ออกแบบทางออกเอาไว้ ทำให้ ครม.และ คสช.สามารถกุมความได้เปรียบเอาไว้อยู่ เพราะหากที่สุดแล้วร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติขึ้นมาจริงๆ ยังมีเวลากับการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ได้อีกครั้งหรือใช้อำนาจมาตรา 44 รวบรัดตัดตอนแก้ไขปัญหาได้
สำหรับ 5 ประเด็นที่ ครม.และ คสช.แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ประกอบด้วย
1.การนับคะแนนเสียงประชามติชี้ขาดร่างรัฐธรรมนูญ เดิมกำหนดให้ชี้ขาดด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียง ได้เปลี่ยนมาเป็นการตัดสินด้วยเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ
2.อายุของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ กำหนดให้ยึดผู้มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ในวันลงประชามติ เพื่อขยายฐานของผู้มีสิทธิออกเสียงให้มีจำนวนมากขึ้น
3.หลักเกณฑ์การแจกร่างรัฐธรรมนูญ ยกเลิกการกำหนดให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องแจกร่างรัฐธรรมนูญให้ได้ 80% ของครัวเรือน เพราะเห็นว่าในเมื่อปัจจุบันคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ดำเนินการเผยแพร่หลายช่องทางแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวอีก แต่จะบัญญัติให้แจกจ่ายบทสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแทน
4.การกำหนดคำถามประชามติเพิ่มเติม ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 บัญญัติให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สามารถเสนอคำถามประชามติเพิ่มเติมได้อยู่แล้ว แต่ต้องเริ่มมาจากการที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องลงมติเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญก่อน ทว่าปัจจุบัน สปช.ได้พ้นสภาพ หลังจากลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้เองจึงปัญหามาตลอดว่าภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สนช.ส่งคำถามประชามติเพิ่มเข้าไปได้หรือไม่ ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง รัฐบาลจึงได้แก้ไขให้ชัดเพื่อเปิดทางให้ สนช.สามารถส่งคำถามประชามติเพิ่มได้
5.หลักเกณฑ์ในการรณรงค์และการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ครม.และ คสช.บัญญัติให้จัดทำเป็นรูปแบบของร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ จากเดิมที่ให้ กกต.ต้องไปจัดทำร่างประกาศเพื่อให้ สนช.ลงมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีสถานะต่ำกว่าร่าง พ.ร.บ.
จากทั้ง 5 ข้อในการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันของ ครม.และ คสช. จะเห็นได้ว่าแฝงนัยทางการเมืองอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการแก้ไขเกณฑ์การนับคะแนนเสียงชี้ขาดประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
กล่าวคือการไปกำหนดหลักเกณฑ์ที่ให้ชี้ขาดด้วยเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิออกเสียงแบบที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สุ่มเสี่ยงต่อการที่ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านประชามติเป็นอย่างมาก
สมมติ กกต.ประกาศให้มีผู้มีสิทธิออกเสียงจำนวน 44 ล้านคน เท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติได้ก็ต่อเมื่อมีคนมาลงมติเห็นชอบ 22 ล้านคนขึ้นไป
ถ้ามองกลับไปสถิติและตัวเลขการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2557 พบว่ามีผู้มาใช้สิทธิ 20,468,646 คน จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 44,649,742 คน คิดเป็นเพียง 45.84% เท่านั้น ดังนั้น ถ้ายังใช้กติกาแบบเดิมจะมีผลให้ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในจุดที่อันตรายทันที เพราะต้องสู้ถึงสองด่าน
ด่านแรก ต้องให้คนออกมาใช้สิทธิเกิน 50% และด่านที่สอง ต้องลุ้นให้ได้เสียงข้างมากเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญมากกว่า 22 ล้านเสียง ซึ่่งถือว่าเป็นไปได้ค่อนข้างลำบากในทางปฏิบัติ
ทางออกที่ดีที่สุด จึงหนีไม่พ้นการแก้ไขเกณฑ์การชี้ขาดด้วยระบบเสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิ และด้วยกติกาที่แก้ไขใหม่นี้จะช่วยให้ร่างรัฐธรรมนูญสามารถผ่านการประชามติในทางปฏิบัติได้ เพราะไม่จำเป็นต้องสู้ถึงสองด่านเหมือนกับกติกาเดิม เพียงแค่ขอให้มีเสียงข้างมากเห็นชอบเท่านั้น ร่างรัฐธรรมนูญก็จะผ่านประชามติ โดยไม่จำเป็นต้องไปดูว่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิเกิน 50% หรือไม่
ยกตัวอย่าง หากมีผู้มีสิทธิจำนวน 44 ล้านคน แต่มีคนมาลงคะแนนในวันออกเสียงประชามติ 20 ล้านคน และมีผู้เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ 10 ล้านคนขึ้นไป จะเท่ากับว่าร่างรัฐธรรมนูญได้ผ่านประชามติ
ทั้งหมดนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการปรับเกมต่อสู้กับคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เพื่ออุ้มร่างรัฐธรรมนูญให้ผ่านประชามติ อันจะเป็นเครื่องหมายแห่งความชอบธรรมของ ครม.และ คสช. เพราะหากผลการทำประชามติไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง แรงกดดันทางการเมืองจะพุ่งเข้าใส่แม่น้ำ 5 สายทันที


