posttoday

สั่งเบรก "เอกชน" ร่วมหลักสูตรวีไอพี ประหยัดงบ-ตัดตอนคอนเนกชั่นการเมือง

03 มีนาคม 2559

เหตุผลเบื้องหลังที่นายกรัฐมนตรี สั่งออกหนังสือเวียนให้หน่วยงานรัฐทุกแห่ง รวมถึงองค์กรอิสระ และรัฐวิสาหกิจ ชะลอการรับภาคเอกชนและข้าราชการที่เกษียณอายุเข้าร่วมอบรมหลักสูตรพิเศษ

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

เหตุผลเบื้องหลังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งออกหนังสือเวียนให้หน่วยงานรัฐทุกแห่ง รวมถึงองค์กรอิสระ และรัฐวิสาหกิจ ชะลอการรับภาคเอกชนและข้าราชการที่เกษียณอายุเข้าร่วมอบรมหลักสูตรพิเศษ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเปิดหลักสูตรพิเศษกันจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน หลายสถาบันได้เบี่ยงเบนเจตนารมณ์หลักสูตรจากแหล่งเพิ่มพูนความรู้เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของระบบราชการ กลายเป็นการรวมกลุ่มกันของบิ๊กข้าราชการและภาคเอกชนต่อยอดความสัมพันธ์ไปเป็น “คอนเนกชั่น” แสวงหาประโยชน์ส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาในหนังสือเวียนซึ่งลงนามโดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 26 ก.พ. 2559 อ้างถึงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา แม้ไม่ได้ระบุตรงๆ ว่า รัฐบาลต้องการควบคุมและตรวจสอบการเปิดหลักสูตรพิเศษเหล่านี้ โดยเลี่ยงไปอ้างถึงความเหมาะสมในการใช้งบประมาณ รวมทั้งต้องการให้ข้าราชการได้เข้าอบรมเพื่อเสริมประสิทธิภาพในช่วงการปฏิรูปประเทศ

แต่ในความเป็นจริง ก่อนหน้านี้ทางสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้รายงานต่อ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ว่าองค์กรอิสระบางองค์กรได้จัดโครงการจัดฝึกอบรมขึ้นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางการเมือง ระหว่างนักการเมือง นักธุรกิจ ตลอดจนข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุจำนวนมาก

เหตุผลของ ก.พ. ระบุว่า การเปิดหลักสูตรดังกล่าวปิดโอกาสข้าราชการระดับกลางที่สมควรจะได้รับการฝึกอบรม ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์การพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพ แต่หลายหลักสูตรกลับเชิญนักการเมือง นักธุรกิจ ตำรวจ ทหาร ผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนผู้บริหารองค์กรสื่อ วนเวียนกันเข้าร่วมฝึกอบรม และหลายคนยังเดินสายเรียนหลายหลักสูตรด้วยกัน

ย้อนไปเมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา รองนายกฯ วิษณุ เคยสั่งจัดระเบียบหลักสูตรต่างๆ ขององค์กรอิสระ โดยการเรียกมาหารือและขอความร่วมมือเรื่องการออกแบบหลักสูตรขององค์กรนั้นๆ อาทิ บุคคลใดเข้าหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงหนึ่งครั้งแล้วควรเว้นวรรคกี่ปี จึงจะมีสิทธิได้เข้าฝึกอบรมในหลักสูตรอื่นอีก

การหารือในครั้งนั้นได้มีการหยิบยกประเด็นสำคัญมาพูดคุย นั่นก็คือ บางหลักสูตรมีการจำหน่ายบัตรหรือจัดระดมทุนสนับสนุนกิจกรรมในหลักสูตร มีการเรี่ยไรเงินสนับสนุนจากบุคคลระดับสูงในสังคม ซึ่งหลายคนยินยอมให้การสนับสนุนเพราะความเกรงใจ ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนมายังรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนเป็นที่มาให้นายกฯ ต้องปรารภในที่ประชุม ครม. และมีหนังสือเวียนออกมา

“องค์กรอิสระทั้งหลายได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ ฉะนั้นงบประมาณในการเปิดหลักสูตรพิเศษต่างๆ ก็เป็นเงินของรัฐ จึงจำเป็นต้องควบคุมไม่ให้ใช้อย่างฟุ่มเฟือย และให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์” แหล่งข่าว ระบุ

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ข้อสังเกตที่ยกมาไม่ได้หมายความว่าทุกหลักสูตรที่คัดเลือกข้าราชการระดับสูง ผู้บริหารภาคเอกชนเข้าอบรม จะสร้างความเสื่อมเสียไปทั้งหมด เนื่องจากหลายหลักสูตรผู้เข้าอบรมได้ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นทุ่มเทจัดกิจกรรมช่วยเหลือสังคมก็มีจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี ตัวอย่างหลักสูตรที่เปิดในปัจจุบันและผู้มีชื่อเสียงเข้าอบรม อาทิ สถาบันวิทยาการพลังงาน ของกระทรวงพลังงาน จัดฝึกอบรมผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน (วพน.) ซึ่งจัดมาหลายรุ่น มีผู้มีชื่อเสียงทางสังคม นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง นักธุรกิจ เข้าร่วมฝึกอบรมจำนวนมาก

เช่น วพน.รุ่น 1 กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด

นักการเมือง อาทิ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีต รมว.สาธารณสุข

ขณะที่กลุ่มผู้บริหารเอกชน เช่น กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย วิกรม ศรีประทักษ์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

หลักสูตรนักบริหารการยุติธรรมทางปกครองระดับสูง (บยป.) ของศาลปกครอง ตัวอย่างรุ่นที่ 15 มี 140 คน ประกอบด้วย ตุลาการศาลปกครอง ข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง 7 ราย ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชนต่างๆ 133 ราย

ศาลรัฐธรรมนูญ ในปี 2558 เปิดหลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) รุ่นที่ 3 จำนวน 52 คน ผู้อบรมล้วนเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงทางสังคม ในจำนวนนี้มีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ครม. นักการเมือง ตัวแทนจากองค์กรอิสระ ศาล หน่วยงานราชการและเอกชน

ตัวอย่างผู้เข้าอบรม นธป. อาทิ ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พรชัย รุจิประภา อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. วีระพล ตั้งสุวรรณ รองประธานศาลฎีกา ศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รอง ผบ.ตร. ตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด ฯลฯ

ทั้งนี้ ตัวอย่างบุคคลในแต่ละหลักสูตรที่กล่าวมาไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านี้ไปหาประโยชน์ เพียง ครม.ต้องการเปิดโอกาสให้ข้าราชการระดับกลางมีโอกาสเข้าอบรมมากขึ้น และต้องการให้องค์กรและทุกสถาบันที่เปิดอบรมปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร

ด้านแหล่งข่าวจากภาคเอกชนซึ่งผ่านหลักสูตรพิเศษจากองค์กรอิสระ เปิดเผยว่า หากมีการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างการฝึกอบรมไปหาประโยชน์ ก็เป็นหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบว่าได้เกิดความเสียหายและจะดำเนินการเอาผิดอย่างไรหรือไม่ แต่คงไม่มีการใช้ชื่อรุ่นไปหาประโยชน์ นอกจากขอรับการสนับสนุนทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งหากจะเปิดอบรมเฉพาะข้าราชการด้วยกัน โดยไม่มีเอกชนหรือองค์กรอื่นๆ เข้าร่วม บรรดาข้าราชการก็คงไม่ต้องการ เพราะขาดมุมมองที่หลากหลาย และไม่เกิดประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน

ข่าวล่าสุด

คลายปม10นักการเมืองเอี่ยวทุนเทา เรื่องจริงหรือเครื่องมือเขย่าเลือกตั้ง