เร่งสร้างความเชื่อถือ AEC ด้วยระบบกฎหมาย
ประเทศไทยได้เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มีผลทางรูปธรรมตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2558
โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ
ประเทศไทยได้เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) มีผลทางรูปธรรมตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2558 การเข้าร่วม AEC ในครั้งนี้ ย่อมจะส่งผลดีในการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมือ ในกลุ่มประเทศอาเซียนอย่างเสรี รวมทั้งการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศจะสะดวกเสรียิ่งขึ้น
ฉะนั้น รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมและการพัฒนาระบบกฎหมายรองรับโดยการกำหนดแนวทางบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรมให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเพื่อให้การปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเป็นเอกภาพและเป็นไปตามมาตรฐานของประชาคมอาเซียนอย่างมีประสิทธิผล เนื่องจาก AEC ได้เน้นในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ
จะเห็นได้ว่า AEC เน้นในเรื่อง “การคุ้มครองผู้บริโภค” อย่างมีนัย ฉะนั้นรัฐบาลไทยหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา การเกิดความล่าช้าในการดำเนินกิจการงาน ด้วยการให้ความร่วมมือกับประชาคมในทุกด้าน ทั้งระบบกฎหมายและในประเด็นอื่นๆ พร้อมกัน การส่งเสริมให้ประชาชนในประเทศมีความรู้ ความเข้าใจ ถึงสิทธิและการใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ถูกต้อง ตามเจตนารมณ์และเป้าหมายในการจัดตั้ง AEC โดยเฉพาะ ต้องรณรงค์ทำประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ผู้บริโภค ได้เข้าใจถึงสิทธิและการใช้สิทธิในฐานะผู้บริโภคอย่างถ่องแท้
อีกสิ่งหนึ่งที่มิอาจมองข้ามก็คือ การบูรณาการกฎหมายที่เกี่ยวข้องในด้านคุ้มครองผู้บริโภคให้เป็นไปตามมาตรฐานอาเซียน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในเรื่องของการบริการต่างๆ ให้เป็นเอกภาพ เกิดประสิทธิผล ตลอดจนการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดแก่ประชาคมอาเซียนด้วยระบบกฎหมายอันทันสมัย สอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน ดังนี้หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องจึงต้องให้ความร่วมมือ ช่วยกันสนับสนุนให้เกิดผลในทางรูปธรรม
ทั้งนี้ ประชาคมอาเซียน AEC ให้ความสำคัญต่อประเด็นคุ้มครองผู้บริโภคมากเพียงใด? ศึกษาดูได้จากเนื้อหาสาระในนัยแห่งนโยบายและแนวทางปฏิบัติของ AEC ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญๆ 3 ประการ ดังนี้
1.คณะกรรมการอาเซียนด้านคุ้มครองผู้บริโภค (ACCP) จัดตั้งขึ้นภายใต้กฎบัตรอาเซียน โดยมีภารกิจกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศสมาชิกอาเซียนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมีความสอดคล้องกับสถานการณ์โลก โดย ACCP ได้กำหนดจัดการประชุมประจำปีจำนวน 2 ครั้ง ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพประมาณเดือน พ.ค. 2562
2.อาเซียนและอังค์ถัดได้จัดทำโครงการเสริมสร้างสมรรถนะเชิงวิชาการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคในอาเซียนด้วยการแบ่งหมวดหมู่ภารกิจ ภายใต้การคุ้มครองผู้บริโภคไว้เป็น 6 ด้าน อาทิ สิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย การประปา ไฟฟ้า พลังงานอากาศ มลพิษ การจัดการขยะ และการบริโภคอย่างยั่งยืน การบริการวิชาชีพ ประกอบด้วย การใช้บริการของอาชีพที่ต้องใช้ความเชี่ยญชาญและอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค เช่น แพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก ทนายความ เป็นอาทิ การบริการทางการเงิน ประกอบด้วย การให้บริการของธนาคาร บัตรเครดิต ธุรกิจการกู้ยืม การลงทุน ฯลฯ
สินค้าที่ปลอดภัยและการจัดทำฉลาก ประกอบด้วย การกำกับดูแลสินค้าที่ไม่ปลอดภัย การสนับสนุนสินค้าที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภค การบริการอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วยบริการอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์เคลื่อนที่ โทรศัพท์พื้นฐาน และการโฆษณาสินค้าผ่านสื่ออินเทอร์เน็ต การบริการด้านสุขภาพ ประกอบด้วย การบริการของโรงพยาบาล บริการสปา และการดูแลผู้ป่วยภายหลังการรักษา พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การบริการด้านสุขภาพ บริการของโรงพยาบาลและการดูแลผู้ป่วยภายหลังการรักษา
3.แผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 ได้กำหนดมาตรการเชิงยุทธศาสตร์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ดังนี้ การจัดทำกรอบด้านการคุ้มครองผู้บริโภคร่วมกันของอาเซียน การส่งเสริมการสร้างศักยภาพและให้ความรู้แก่ผู้บริโภค สร้างความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค และการทำธุรกรรมเชิงพาณิชย์ข้ามพรมแดน ส่งเสริมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคในนโยบายด้านต่างๆ ของอาเซียน และการส่งเสริมมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องของสินค้าและบริการต่างๆ อาทิ การเงิน อิเล็กทรอนิกส์ การขนส่งทางอากาศ และโทรคมนาคม เป็นต้น
สำหรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย จะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 13 ประกอบกับข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 2557 ข้อ 84 วรรคสอง (3) ได้กำหนดให้อำนาจ หน้าที่ของคณะกรรมาธิการ กฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือร่างพระราชบัญญัติกระทำกิจการ พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับระบบกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ตลอดจนสิทธิมนุษย์ และ “การคุ้มครองผู้บริโภค”
พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ สนช. ได้เล็งเห็นและตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคดังกล่าวนี้ จึงบรรจุเป็นวาระในการประชุมและดำเนินการพิจารณาถึงประเด็นข้อกฎหมายของกฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคอย่างจริงจัง โดยการเน้นให้เกิดแนวทาง “บูรณาการกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภค” เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเป็นการดำเนินการที่ทันท่วงทีและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เพราะการบูรณาการกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับแนวทางและนโยบายของ AEC เป็นสิ่งควรสนับสนุนอย่างยิ่ง
ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ว่าในปัจจุบันภารกิจภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคมีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลายหน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยงานต่างยึดถือกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน โดยขาดการบูรณาการการทำงานร่วมกัน เป็นเหตุให้เกิดความซ้ำซ้อนทางภารกิจ และส่งผลให้การดำเนินการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับเรื่องราวการร้องทุกข์หรือร้องเรียนต่างๆ เป็นไปอย่างล่าช้าและขาดเอกภาพ
การดำเนินการเตรียมการบูรณาการกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานอาเซียนของคณะกรรมาธิการกฎหมาย สภา สนช. นั้น ถือได้ว่าเป็น “วิชั่น” อันทันต่อภาวการณ์ เพราะถ้าหากระบบกฎหมายด้านการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทยมีมาตรฐานสอดคล้องกับ “หลักการ” หรือแนวทางของคณะกรรมการอาเซียนด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ภายใต้กฎบัตรอาเซียนแล้วย่อมจะได้รับความเชื่อถือยอมรับประชาคมอาเซียนและนานาอารยประเทศ และจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ การเงินและสังคมของไทย
ดังนั้น ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกชั้นดีที่มีบทบาทในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จึงถึงเวลาแล้ว..มิใช่หรือ? ที่ต้องร่วมมือสนองตอบนโยบายและแนวทางปฏิบัติของ AEC อย่างเต็มที่ ด้วยการบูรณาการ ปรับปรุง ระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคของไทย เพื่อสร้างความเชื่อถือให้แก่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า...การนี้จะยังผลดีและประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม ทั้งทางตรงหรือทางอ้อมอย่างแน่นอน!


