ร่างรัฐธรรมนูญ สองขยัก เสี่ยงแรงต้านสืบทอดอำนาจ
วัดใจคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งใหญ่ กับข้อเสนอของครม. ที่จุดประเด็นเรื่องบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก ที่ต่างฝ่ายต่างสงวนท่าที รอดูท่าทีของสังคม
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
วัดใจคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ครั้งใหญ่ กับข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จุดประเด็นเรื่องบังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก ที่ต่างฝ่ายต่างสงวนท่าที รอดูท่าทีของสังคมก่อนจะคิดหาทางเดินต่อไป
“คณะรัฐมนตรีจึงเห็นว่าบางทีหากบัญญัติเนื้อหาและการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเฉพาะกิจหรือเฉพาะกาลในระยะแรก ซึ่งอาจไม่ยาวนานนัก โดยใช้หลักเกณฑ์อย่างหนึ่งเสมือนข้อยกเว้นตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแต่อยู่บนพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งสส.ในระดับหนึ่งอย่างมีดุลยภาพในช่วงเปลี่ยนผ่าน และช่วงที่จะใช้บทบัญญัติรัฐธรรมนูญในระยะต่อไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสากลมากขึ้น และเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ลดข้อจำกัดต่างๆ ลงให้มาก ดังนี้น่าจะแก้ปัญหาและอธิบายให้เป็นที่ยอมรับแก่ประชาชนและนานาชาติได้”
แม้จะค่อนข้างชัดเจนว่า ครม.ต้องการอะไร แต่ กรธ.ก็ทำได้แค่แบ่งรับแบ่งสู้ อาศัยความคลุมเครือที่ปรากฏยื้อเวลาหารือออกไปอีกสักพักเพื่อชั่งน้ำหนักปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ว่าจะยอมตามใจแป๊ะหรือไม่
ดังจะเห็นว่าประเด็นร่างรัฐธรรมนูญนี้ ท่าทีของแม่น้ำสายต่างๆ เวลานี้ดูจะไหลกันไปคนละทิศละทาง จนน่าเป็นห่วงว่าจะหาข้อสรุปร่วมกันได้มากน้อยแค่ไหนโดยเฉพาะทางฝั่ง กรธ.และ ครม.ที่ดูจะมองตาไม่รู้ใจเหมือนที่ผ่านมา
ล่าสุด มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. วิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี และ ดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ต้องปิดห้องหารือปมนี้กันที่กฤษฎีกา นานกว่า 2 ชั่วโมง
หากพิจารณาตามที่วิษณุชี้แจงภายหลังการหารือ ว่าอยากให้พิจารณาเงื่อนไขช่วงเวลาบทเฉพาะกาล หรือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าคิดว่าจะยอมผ่อนลงมาด้วยการใช้วิธีอื่นในช่วงแรกก็ได้ แต่มาตรฐานสากลในบทถาวรก็ต้องให้เป็นการเลือกตั้งทั่วไปทั้งประเทศ
นั่นหมายความว่า ครม.ยังยืนยันเป้าเดิมที่ต้องการให้มีช่วงเปลี่ยนผ่านใช้รัฐธรรมนูญทั้งขยักแรกและขยักถาวร และอาจรวมถึงการเลือกตั้งที่มีเดดไลน์ล็อกไว้ว่าจะต้องจัดภายในปี 2560 ซึ่งอาจไม่ใช่การเลือกตั้งแบบเดียวกับที่จะใช้ในช่วงถาวร
ตอกย้ำข้อครหาเรื่อง “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่ดังมาอย่างต่อเนื่อง
ทว่าฝั่งมีชัยก็ได้แต่ปฏิเสธว่าไม่เป็นเช่นนั้น เพราะรัฐบาลไม่ได้ให้ทำอะไร และทั้งยืนยันว่าไม่มีแนวคิดตั้งองค์กรใดเป็นพิเศษ ที่สำคัญ คสช.จะไม่มีอำนาจเหนือรัฐบาลหลังมีการเลือกตั้ง
อย่าลืมว่าตามข้อเสนอของ ครม.ก่อนหน้าพยายามหยิบยกเหตุผลเรื่องการป้องกันไม่ให้ความยุ่งยาก ความขัดแย้ง และความไม่สงบเรียบร้อยจนประเทศจวนเข้าสู่ภาวะรัฐที่ล้มเหลว ดังเมื่อก่อนเดือน พ.ค. 2557 ย้อนกลับมาเกิดขึ้นอีกภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ภายหลังการเลือกตั้ง และภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่
ด้วยให้เหตุผลเรื่องที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความเห็นต่างเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญมาก ส่วนใหญ่เป็นความไม่แน่ใจหรือไม่วางใจในระบบ ตัวบุคคลที่จะเข้าสู่ระบบ วิธีการได้คนมาสู่ระบบ (เลือกตั้ง แต่งตั้ง)
และอำนาจหน้าที่ แต่ที่ ครม.เป็นห่วง คือ ทำอย่างไรจึงจะป้องกันมิให้เหตุการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 กลับมาอีก
แต่นั่นไม่อาจช่วยสลายความกังขาเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” เพราะการใช้รัฐธรรมนูญ 2 ขยัก ถูกมองว่าเป็นความพยายามยื้ออยู่ในอำนาจต่อไปของคณะรัฐประหาร ผ่านกลไกที่จะเข้ามาควบคุมแขนขาต่างๆ ที่วางไว้
อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนว่า ระยะเปลี่ยนผ่านช่วงแรกนั้นจะทอดเวลานานออกไปเท่าไร เพราะแม้จะมีกลไกใหม่เข้ามาแต่หากยังอยู่ภายใต้เงาของคณะรัฐประหาร ก็ไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นในสายตาต่างชาติ หรือมีอำนาจเพียงพอที่จะสั่งการ บริหารราชการประเทศได้อย่างแท้จริง
สุดท้ายปัญหาต่างๆ ก็จะวนกลับมาเกิดขึ้นและหนักกว่าเก่า ยังไม่รวมกับมวลชนที่จะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านคณะรัฐประหาร และอาจบานปลายกลายเป็นการปะทะกันกับฝั่งของมวลชนที่สนับสนุน
ที่สำคัญ การหยิบยกเหตุผลทั้งเรื่องป้องกันเหตุการณ์ความวุ่นวาย หรือขอเวลาเดินหน้าสะสางทำการปฏิรูปนั้นดูจะเป็นที่ยอมรับได้ยาก เพราะที่ผ่านมาความวุ่นวายไม่ได้หายไป เพียงแต่ถูกสะกดไว้ด้วยกติกาที่เข้มงวด และอำนาจพิเศษที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
แต่ปีกว่าที่ผ่านมาค่อนข้างชัดเจนแล้วว่า นอกจากไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปสิ่งต่างๆ ให้เป็นรูปเป็นร่างอย่างที่ตั้งใจได้แล้ว หลายเรื่องยังคาราคาซังจนเสียโอกาสไปกับเวลาที่เสียไป
หลายองค์กร หลายประเทศ ที่ต้องการติดต่อค้าขายลงทุนกับไทย ต้องชะลอการตัดสินใจออกไป เพื่อรอความชัดเจนของฝ่ายบริหาร เพราะไม่รู้ว่ารัฐบาลใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้ง จะเดินหน้าไปตาม
โรดแมปหรือไม่ แม้จะมีความพยายามล็อกเอาไว้ด้วยแผนยุทธศาสตร์ชาติก็ตาม
การต้องมาแช่แข็งในช่วงเวลาอีก 3-5 ปี ย่อมมีแต่จะทำให้ประเทศเสียโอกาสมากขึ้น
ยิ่งหากไม่มีความชัดเจนหรือคำอธิบายเรื่องการสืบทอดอำนาจเป็นที่ยอมรับได้ สุดท้ายการใช้รัฐธรรมูญ2 ขยัก จะเป็นปมร้อนที่ปลุกกระแสต้าน คสช. และทำให้ทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดต้องเสียของ


