posttoday

ทักษิณโหนกระแส เปิดเกมต่อรอง คสช.

23 กุมภาพันธ์ 2559

ท่าทีทั้งเรื่องเซตซีโร่และการนิรโทษฯ คงเป็นเงื่อนไขที่ คสช. ยากจะรับได้ และนั่นคงทำให้การเจรจายากจะหาข้อสรุป

โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

“ผมเสนอให้มีการหารือหรือการพูดคุยกันก็ได้ ผมพร้อมแล้ว”

ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดตัวอย่างร้อนแรงผ่านการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล และไฟแนนเชียลไทมส์ แบบรู้จังหวะ หลังระหกระเหินอยู่นอกประเทศนานกว่า 7 ปี

แม้ทักษิณจะขยายความว่า “ผมไม่ได้ตั้งเงื่อนไขล่วงหน้าใดๆ สำหรับตัวเอง ผมแค่ต้องการเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้า คืนระบอบประชาธิปไตยแก่ประชาชน”

แต่ชัดเจนว่า “การเคลื่อนไหว” รอบนี้เสมือนเป็นการ “โหนกระแส” ทอดสะพานไปสู่การต่อรองบางสิ่ง ในจังหวะที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังสะบักสะบอมและต้องทำทุกอย่างเพื่อสกัดอุปสรรคที่จะมาขวางทางไม่ให้เดินหน้าต่อไปจนสุดปลายทางตามโรดแมปที่วางไว้

โดยเฉพาะกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ถือเป็นด่านอันตรายจนอาจทำให้เส้นทางของ คสช. ต้องสะดุดได้ง่าย

ยิ่งหลังจาก มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เปิดโฉมร่างแรกรัฐธรรมนูญออกมา เสียงสะท้อนที่ได้รับออกจะดังไปในทางไม่เห็นด้วยมากกว่าเห็นด้วย

ไล่มาตั้งแต่เรื่องสิทธิที่หายไปจนถูกถล่มรุนแรง ยังไม่รวมกับเรื่องเงื่อนไขการเสนอชื่อนายกฯ 3 ชื่อของพรรคการเมืองที่วิเคราะห์ว่าจะเป็นการตีกรอบและอาจทำให้ถึงทางตันในอนาคตได้ ไม่ต่างจากระบบเลือกตั้ง สส. และการสรรหา สว. ที่ยังมีจุดอ่อนหลายจุดที่ถูกวิจารณ์

ปมต่างๆ เหล่านี้นำไปสู่การจุดกระแส “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจนถึงขณะนี้กระแสเริ่มขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แถมสัญญาณที่ปรากฏ เป็นไปได้สูงที่ กรธ.จะยอมปรับแก้แค่เรื่องสิทธิ ซึ่งนั่นย่อมทำให้เป็นเงื่อนไขที่กลุ่มต่างๆ จะหยิบยกมารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

อันตรายตรงที่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ แรงกระเพื่อมจะยิ่งก่อตัวมากขึ้นเรื่อยๆ กับเส้นทางต่อไปว่า คสช. จะหยิบยกรัฐธรรมนูญฉบับใดมาปัดฝุ่นหรือปรับแก้ก่อนประกาศใช้หรือจะร่างใหม่ เพื่อให้ทุกอย่างเดินไปสู่การเลือกตั้ง

ปัญหาสุ่มเสี่ยงแรงขึ้นหากสุดท้ายการเลือกตั้งจะต้องเลื่อนออกไปเกินปี  2560 ตามโรดแมปที่วางไว้

เริ่มตั้งแต่จะกระทบกับความเชื่อมั่นของรัฐบาล คสช. ส่งผลไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ที่จะวนกลับมาเป็นปัญหาซ้ำเติมเศรษฐกิจในภาพรวมที่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะดีขึ้น

อีกด้านการยื้ออยู่ในตำแหน่งนานต่อไปย่อมไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล คสช. ที่คะแนนนิยมกำลังลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ สะท้อนผ่านผลสำรวจล่าสุดของกรุงเทพโพลล์ ที่คะแนนความพึงพอใจการบริหารงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วง 1 ปี 6 เดือน ที่ผ่านมาเหลือเฉลี่ยเพียงแค่ 5.92 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

สะท้อนการลดลงอย่างต่อเนื่องจากเดิมที่เคยสำรวจ เมื่อครบรอบ 1 ปีที่ได้ 5.94 คะแนน และรอบ 6 เดือนที่ได้ 6.20 คะแนน โดยเฉพาะรอบล่าสุดคะแนนด้านเศรษฐกิจอยู่คาบเส้นเพียงแค่ 5.04 คะแนน

สถานการณ์เวลานี้ค่อนข้างเปราะบาง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมมีแต่จะฉุดให้ทุกอย่างย่ำแย่ลง ยิ่งใน บรรยากาศบ้านเมืองที่ยังไม่เห็นวี่แววความคืบหน้าของการปฏิรูป รวมทั้งการสลายความขัดแย้ง สร้างความสมานฉันท์ปรองดองให้เกิดขึ้น

สอดรับกับที่ ทักษิณ วิเคราะห์สถานการณ์ว่า รัฐบาลทหารไม่สามารถสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่นได้ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ต้องการลดทอนอำนาจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งนั้นพุ่งเป้าหมายที่ตัวเขา

สัญญาณต่างๆ เหล่านี้สะท้อนว่า ทักษิณพยายามเชื้อเชิญให้ คสช. หันมาพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ เมื่อด้านหนึ่งก็ต้องการหลักประกันว่าจะไม่มีกลุ่มต้าน กลุ่มค้าน มาคอยสร้างความปั่นป่วนในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน

ที่สำคัญการเปิดหน้าของทักษิณรอบนี้ยังเป็นจังหวะไล่เลี่ย และสอดรับไปกับที่ พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญ  เรียกร้องให้ประชาชนได้ตัดสินอนาคตอย่างอิสระภายใต้บรรยากาศที่เป็นธรรม และเคารพการตัดสินใจของประชาชนอย่างแท้จริง

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง ดีลรอบใหม่ นพดล ปัทมะ คนสนิททักษิณ ออกมาเบรกกระแสว่า ท่านเป็นหนูตัวเล็กๆ และคงไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร ขอผู้มีอำนาจอย่ากังวล ท่านต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหามากกว่าจะเป็นคนสร้างปัญหา และอยากเห็นประเทศมีประชาธิปไตยและเศรษฐกิจที่ดีโดยเฉพาะคนยากคนจนที่มีชีวิตที่ลำบาก

แต่สุดท้าย ก่อนที่กระแสฮั้วจะบานปลาย การพูดคุยถูกปิดประตูชัดเจน เมื่อ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ที่ปิดประตูพูดคุยชัดเจน พร้อมอธิบายว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎกติกา คือหากคุยได้ก็คุย แต่ถ้ายังติดคดีหรือมีปัญหา รัฐบาลในฐานะผู้รักษากฎหมายก็ไม่น่าจะคุยได้

ไม่แปลกที่รัฐบาลจะชิงปิดเกมพูดคุยก่อน เพราะด้วยสถานะ อำนาจในมือ และยังมีแผนตามโรดแมปที่ชัดเจน หากไปเป็นคนเจรจาด้วยตัวเองย่อมถูกมองว่าเป็นการฮั้วรอบใหม่ที่จะซ้ำเติมสถานการณ์ คสช.

ที่สำคัญจากท่าทีทั้งเรื่องเซตซีโร่และการนิรโทษฯ คงเป็นเงื่อนไขที่ คสช. ยากจะรับได้ และนั่นคงทำให้การเจรจายากจะหาข้อสรุปที่พึงพอใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ข่าวล่าสุด

เทียบช็อตต่อช็อต! M6 vs ไฮสปีดเทรน อะไรดีกว่ากัน คุณจะเลือกอะไร?