เมื่อร่างรัฐธรรมนูญ 'ฉบับมีชัย' ถูกรังเกียจ?
กำลังเป็นข่าวครึกโครม จนสื่อแทบทุกฉบับนำไปพาดหัวตัวไม้ในทำนองว่า “มีชัย ถามว่า รธน.ไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน-รุมยำ-ตั้งฉายา...อุทัยเอาด้วย ฉบับใส่หมวกเตือน ‘บิ๊กตู่’ ดูทหาร ป.ว.รุ่นพี่และ สปท.นัดชำแหละใหญ่ฯ”
โดย...ไพรัช วรปาณิ กรรมการอัยการ
กำลังเป็นข่าวครึกโครม จนสื่อแทบทุกฉบับนำไปพาดหัวตัวไม้ในทำนองว่า “มีชัย ถามว่า รธน.ไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน-รุมยำ-ตั้งฉายา...อุทัยเอาด้วย ฉบับใส่หมวกเตือน ‘บิ๊กตู่’ ดูทหาร ป.ว.รุ่นพี่และ สปท.นัดชำแหละใหญ่ฯ”
เพื่อความเป็นกลางและเป็นธรรมทุกฝ่าย จะเขียนวิเคราะห์ประเด็นปัญหาตามความเห็นอันทรงค่าจากผู้ “คร่ำหวอด” ทางการเมือง-กฎหมายอย่างสร้างสรรค์ ดังนั้นในบทความนี้ ผู้เขียนจะไม่วิพากษ์วิจารณ์ก่อนการแสดงประชามติว่า รธน.ฉบับนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร
แต่ทว่าการได้ตระหนักถึงภาระหน้าที่หนึ่งที่ได้รับสั่งสอนมาว่า ยามใดที่บ้านเมืองมีปัญหาทั้งทางมโนธรรมหรือรูปธรรม เราต่างมีหน้าที่ความรับผิดชอบของการเป็นพลเมืองร่วมชาติที่ดี จึงสมควรต้องช่วยกันเสนอแนวทางหรือข้อคิดเห็นอันไร้ซึ่งอคติ เพื่อการรณรงค์ให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย ระดมความคิดความอ่านที่เป็นประโยชน์ เสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เพื่อทำการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน และการให้ได้มาซึ่งกฎหมายการปกครองประเทศสูงสุดที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงตามที่ทุกคนปรารถนา โดยการรวบรวมความคิดเห็นจากทุกฝ่าย เพื่อให้เกิด “วิชั่น” สำหรับการใช้สิทธิ-ใช้สติปัญญา ลงมติด้วยความเห็นชอบของตนเองอย่างถูกต้องชอบธรรมสืบไป
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ดังกล่าวนี้ มี 270 มาตรา โดยกำหนดหน้าที่ของปวงชนชาวไทย 10 ข้อ และหน้าที่ของรัฐอันได้แก่หน้าที่พื้นฐาน ทั้งหน้าที่ในการทำให้สิทธิของประชาชนจับต้องได้ ถ้าไม่ทำตาม ประชาชนฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ได้กำหนด สส.จากเขตเลือกตั้ง 350 คน บัญชีรายชื่อ 150 คน ด้วยการนับคะแนนสูงสุดเป็น สส. ส่วนคะแนนที่เหลือคำนวณ สส.บัญชีรายชื่อโดยวิธีบัญญัติไตรยางศ์ หรือที่เรียกกันว่าระบบ “เลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม” นั่นเอง
สำหรับ สว. 200 คน ไม่ใช่สภาพี่เลี้ยง แต่เป็นสภาพลเรือน-สภาเติมเต็มให้ผู้สมัครแต่ละด้านเลือกกันเอง ส่วนนายกรัฐมนตรีให้ทุกพรรคแจ้งชื่อว่าที่นายกฯ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พรรคละไม่เกิน 3 คน ในการหาเสียงต้องประกาศชื่อเป็น สส. คนนอกก็ได้ โดย สส.เป็นผู้เลือกนายกฯ จากบัญชีรายชื่อของพรรคร่วมรัฐบาลที่มี สส.ไม่น้อยกว่า 5% ของ สส.ทั้งสภา หรืออย่างน้อย 25 คน
เป็นที่ยอมรับกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ มีบทบาทสำคัญต่อทิศทางการบริหารประเทศและสะท้อนเจตจำนงของประชาชนในชาติ ตามหลักการการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างมีนัย ตลอดจนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมให้เข้าสู่กลไกของรัฐสภา ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนในการร่วมสร้างสันติสุข เพื่อนำพาประเทศก้าวไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์อย่างยั่งยืน
จริงอยู่ รัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับ พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็น รธน.ฉบับแรกของสยาม จนกระทั่งฉบับ พ.ศ. 2550 และฉบับชั่วคราวล่าสุด พ.ศ. 2557 ก็ยังไม่อาจจะระบุว่าฉบับใดดีที่สุด เหมาะสมกับสถานการณ์ใดที่สุดหรือสมบูรณ์แบบเต็มร้อย เพราะต่างก็มีทั้งข้อดี-ข้อเสียปะปนกันไป
ฉะนั้น ความสำเร็จในการปกครองระบอบประชาธิปไตยของประเทศหนึ่ง ก็ไม่สามารถจะนำไปใช้ให้เหมาะสมกับอีกประเทศหนึ่งอย่างสมบรูณ์ เนื่องจากบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ในแต่ละสังคมมีความแตกต่างกันนั่นเอง
อย่างไรก็ดี ในเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่กำลังตกเป็นเป้าในการถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างกวาง และถูกตั้งข้อรังเกียจทางสังคมในขณะนี้ ได้ชูประเด็นการปราบโกงและป้องกันการขายเสียงในการเลือกตั้ง สส. ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของรัฐธรรมนูญการปกครองประเทศในทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเป็นประชาธิปไตยตามหลักสากล ซึ่งต้องผูกโยงกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริงหรือไม่ เพียงใด?
อดีตประธานร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 และเป็นผู้ยื่นฟ้องจอมพลถนอม กับจอมพลประภาส ในข้อหาก่อการกบฏ แต่กลับตกเป็นจำเลยเสียเอง ถูกศาลตัดสินจำคุก 10 ปี แต่ติดจริง 7 ปี ต่อมาสมัย “สัญญา ธรรมศักดิ์” จึงพ้นคุก และได้เป็นถึงประธานรัฐสภา คือ “อุทัย พิมพ์ใจชน” ได้ออกสื่อวิพากษ์ตอนหนึ่งว่า “เพื่อความเข้าใจในระบบประชาธิปไตยว่ามีความสำคัญอย่างไร เพราะหลายคนมองว่าประชาธิปไตยเอาไว้ก่อน ปากท้องต้องมาก่อน เนื่องจากคนจนเยอะ ทำให้คณะปฏิวัติทุกคณะที่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากบอกว่าขณะนี้บ้านเมืองแตกความสามัคคี ประชาชนยากจน คนเลวเข้าสภาก็มาปฏิวัติ
แต่ถามว่านักปฏิวัติอยู่รอดปลอดภัยกี่คน แต่ผมก็ยังกังวลว่าหากมีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใส่หมวกอย่างนี้ก็ไม่แน่ใจ คนไทยไม่ได้กินแกลบ ซ่อนอะไรไว้เขาเห็น และนี่ก็ใกล้วันรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆ ซึ่งคิดว่าจะไม่มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเขาคิดว่าเขาทำดีแล้ว แต่ถ้าประชาชนบอกไม่ดี ก็อย่ามาโทษประชาชน เพราะคุณทำผิดมาตลอด”
อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการ ป.ป.ช. “สมลักษณ์ จัดกระบวนพล” นักกฎหมาย “หญิงแกร่ง” ได้แสดงความเห็นว่า “คนที่มาร่างกฎหมายต่อให้ร่างดีขนาดไหน แต่หากที่ไม่ได้มาจากประชาชน ย่อมไม่พ้นที่จะถูกตั้งข้อหา”
มาฟังเสียงของอาจารย์มีชัยกันบ้าง ซึ่งระบุว่า “ความเห็นบางพรรคมีแต่น้ำ ไม่มีเนื้อ บอกว่าไม่ดี รัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย ประชาชนต้องมีส่วนรว่ม ซึ่งเรา (กรธ.) ก็ได้เขียนไปหมดแล้ว ที่มองว่าทำให้รัฐบาลออ่อนแอ ถามว่าอ่อนแอตรงไหน การกำหนดกรอบบริหารราชการแผ่นดินให้รัฐบาลต้องซื่อสัตย์สุจริต ไม่นำเงินหลวงเข้ากระเป๋า ต้องเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบ เว้นแต่ข้อมูลลับ รวมถึงการส่งเสริมให้มีความเสมอภาค ทำให้รัฐบาลอึดอัดตรงไหน?
อาจารย์มีชัย ได้กล่าวต่อไปว่า เวลาเรา (กรธ.) ทำร่างรัฐธรรมนูญ เราจะมองภาพรวมโดยเฉพาะภาพของประเทศในอดีตว่าเกิดปัญหาอะไรบ้านเมืองจึงวุ่นวาย ซึ่งเราได้เหตุผลมา 3 ข้อ คือ คนของเราขาดการรับผิดชอบต่อหน้าที่ ขาดวินัย ข้อ 2 คือ การบังคับใช้กฎหมายขาดความเข้มงวดกวดขัน คุณธรรมการทำงานขาดสิ้นเชิง และข้อ 3 ผลมาจากข้อ 2 เป็นเหตุให้มีการทุจริตเพิ่มขึ้น อีกไม่เกิน 10 ปี ประเทศไทยคงหมดตัว
การทุจริตเป็นปัญหาใหญ่ของชาติ เราจะแก้ไม่ได้หากไม่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ จะร่างอีกกี่หนก็ต้องมีแบบนี้ ร่างใหม่อาจจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ปัญหาทุจริตต้องเขียนกันไว้ในรัฐธรรมนูญให้ถูกทาง หากทำไม่สำเร็จคิดว่าบ้านเมืองไปไม่ได้ และคนจะทะเลาะกันไม่หยุด ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญจึงกำหนดตายตัวไว้ว่าสิ่งใดที่เป็นการทุจริต และคนที่ประพฤติลักษณะทุจริตห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง รวมถึงบางเรื่องที่ไม่มีกฎหมายห้าม แต่เป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ มีคนเขาโกรธว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้โหด ผมเพิ่งอธิบายให้เขาฟังถึงเหตุผลว่าเพราะมีกรอบให้ กรธ.ทำข้อหนึ่งคือ ต้องมีมาตรการและกลไกป้องกันคนที่ทุจริตต่อหน้าที่ หรือทุจริตการเลือกตั้ง หรือกระทำความผิด เข้ามาเป็นฝ่ายการเมืองโดยเด็ดขาด”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายเหตุผลจากอาจารย์มีชัย และคำเตือนของท่านอุทัย ตลอดจน “คำคม” จากท่านสมลักษณ์แล้ว ย่อมเป็นข้อมูลในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้อ่าน โดยการศึกษาถึงเหตุและผลอย่างถ่องแท้จากความเห็นต่างทุกฝ่าย เพื่อการใช้สติปัญญา ลงประชามติด้วยความเห็นชอบของตน ซึ่งหากเป็นไปตาม “โรดแมป” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้มุ่งมั่นรังสรรค์ประเทศให้เป็นเลิศ ประกาศไว้ ก็เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวคงถึงมือทุกท่านเพื่อใช้เป็นดุลพินิจในการให้ความเห็นชอบหรือไม่ อย่างไร
ในอีกไม่นาน ซึ่งผู้เขียนได้แต่หวังว่าการระดมความคิดเห็นจากบุคคลผู้มีความรู้และประสบการณ์ทางการเมือง-กฎหมายในระดับแนวหน้าดังกล่าว เพื่อให้รัฐธรรมนูญนี้ “ตกผลึก” เป็นทั้งความเป็นประชาธิปไตย และเป็นกลไกเอื้อต่อการบริหารราชการแผ่นดิน วิน-วิน ทุกฝ่าย ก็ย่อมจะก่อเกิดประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมืองในที่สุด


