
ประชาธิปัตย์ถังแตกศึกในระอุ-ฐานกรุงระส่ำ
หงายไพ่รอบนี้ตอกย้ำว่าประชาธิปัตย์กำลังตกที่นั่งลำบาก
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
หงายไพ่รอบนี้ตอกย้ำว่าประชาธิปัตย์กำลังตกที่นั่งลำบาก
ถึงขั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ต้องออกโรงส่งหนังสือร้องขอไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อกประกาศฉบับที่ 57/2557 เปิดทางให้พรรคสามารถประชุมและดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้
แน่นอนว่าจากเหตุผล 4 ข้อ น้ำหนักน้อยที่สุด แต่ดูดีที่สุดคือกรณีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ขอรับฟังความเห็นจากฝ่ายการเมืองในการดำเนินการในเรื่องต่างๆ แต่เมื่อพรรคไม่สามารถจัดประชุมระดมความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องได้ การให้ความเห็นต่างๆ จึงเป็นความเห็นของบุคคล มิใช่ความเห็นของพรรคในฐานะสถาบันทางการเมือง
“หากพรรคสามารถจัดประชุมได้ จะทำให้สมาชิกพรรคให้ความเห็นต่อสาธารณะในประเด็นต่างๆ ได้อย่างมีระบบและเป็นเอกภาพมากขึ้น”
ทว่าปัญหาหนักอกที่ทั้ง อภิสิทธิ์ ตลอดจน จุติ ไกรฤกษ์ แม่บ้านพรรคคนใหม่ ต้องปาดเหงื่อเวลานี้คือ “ท่อน้ำเลี้ยง“ ที่เหือดแห้งมานานจนสมาชิกเหี่ยวเฉาไปตามๆ กัน
ลำพังแค่เงินหมุนเวียนที่ใช้ขับเคลื่อนที่ทำการพรรค ตลอดจนสาขาพรรค ที่ผ่านมาก็ได้เงินกองทุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเงินบริจาคจากอดีต สส.ที่ถูกมัดมือหักจากเงินเดือนมาเป็นเงินกองกลาง และเงินบริจาคจากบรรดาแม่ยก แฟนคลับ ตลอดจนผู้มีอุปการคุณ จนสามารถหล่อเลี้ยงระบบให้เดินหน้าต่อไปได้
แต่หลังจากรัฐประหารผ่านมาเกือบสองปี ทุกอย่างถูกแช่แข็งจนกลไกเริ่มเดินสะดุด รายจ่ายยังคงมีอยู่เช่นเดิม แต่รายรับกลับไม่มีเข้ามา ปัญหาย่อมมีแต่จะกองสุมหนักขึ้นหากยังไม่สามารถแก้ไขได้
ไม่จบแค่นั้น เมื่อ “รอยร้าว” ในประชาธิปัตย์กำลังขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั้งแผลเก่า-แผลใหม่ ต่างประดังประเดเข้ามาจนภายในพรรคระส่ำหนัก
เริ่มตั้งแต่ “แผลเก่า” ที่ประกาศแยกกันเดินกับ กปปส. ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นแผน “แยกกันเดิน ร่วมกันตี” แต่มาวันนี้ชัดเจนว่าเส้นทางของ กปปส.กับประชาธิปัตย์ยังมีความแตกต่างในหลายจุด
ดังจะเห็นจากท่าทีของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งประกาศวางมือทางการเมือง แต่ยังมีบทบาทอยู่ในแวดวงการเมืองกับบทบาทประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนฯ พร้อมจุดยืนที่สนับสนุน คสช.แบบสุดตัว เพื่อให้สานต่อการปฏิรูปไปจนถึงฝั่ง
ต่างจากประชาธิปัตย์ที่ออกมาคัดค้านเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งออกโรงกระทุ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเงื่อนงำโครงการอุทยานราชภักดิ์ลาออกเพื่อสร้างบรรทัดฐาน
นับวันช่องว่างระหว่าง กปปส.และประชาธิปัตย์ จึงยิ่งห่างออกไปทุกที สมาชิกซึ่งเคยลาออกไปเคลื่อนไหวข้างถนนค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย มาจนวันนี้ยังถูกตีกันจนบางส่วนไม่อาจกลับเข้ามาร่วมหัวจมท้ายกับประชาธิปัตย์เหมือนเดิม
อีกด้านหนึ่งยังมีแรงกระเพื่อมที่จะพยายามเดินเกมเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคเพื่อสลายขั้วอำนาจ แต่สุดท้ายแผนนี้ก็ต้องถูกพับไปเมื่อเครือข่ายเดิมก็ยังเหนียวแน่นและไม่เห็นตัวเลือกที่ดีกว่าเดิม
กระทั่งต่อมาต้องซ้ำเติมด้วย “แผลใหม่” กับศึกภายในระหว่างประชาธิปัตย์และกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งนับวันมีแต่จะหนักข้อมากขึ้น โดยเฉพาะภายหลัง วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ผนึกกำลัง วัชระ เพชรทองเปิดฉากถล่มเงื่อนงำความไม่โปร่งใสใน กทม.ไปหลายชุด ไล่มาตั้งแต่เรื่องการจัดซื้อรถดูดไขมัน มาจนถึงล่าสุดการจัดซื้อเปียโนของโรงเรียนใน กทม.
ทั้งหมดเป็นปรากฏการณ์ “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ” ยิ่งถล่ม ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร มากเท่าไหร่ สุดท้ายแรงเสียดทานต่างๆ ย่อมย้อนกลับมายังประชาธิปัตย์ ในฐานะต้นสังกัดอย่างไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ หรือพยายามโยนให้เป็นเรื่องส่วนตัวของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ ได้
แต่สุดท้ายแผลยากเกินจะเยียวยาสัมพันธ์ระหว่าง กทม.และประชาธิปัตย์ขาดสะบั้น เมื่อประชาธิปัตย์ต้องงัดไม้ตายขอเปิดช่องประชุมพรรค พร้อมขู่ใช้มติพรรคขับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ พ้นตำแหน่งรองหัวหน้าและสมาชิกพรรค หวังบีบให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กลับมาเดินตามทิศทางที่พรรคต้องการ
หลังจากก่อนหน้านี้ความพยายามต่อสายเข้าไปไกล่เกลี่ยปัญหาหลายรอบของอภิสิทธิ์ถูกตัดขาด พร้อมกับสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นลงอย่างไม่อาจเยียวยา
การเลือกไม้แข็งกับปฏิบัติการ “ตัดอวัยวะเพื่อรักษาร่างกาย” อย่างไม่มีทางเลือกนั้น จึงยิ่งทำให้รอยร้าวในพรรคบานปลายหนักขึ้น
ที่สำคัญย่อมกระทบไปถึงฐานเสียง กทม.ของพรรค ที่จะต้องสั่นคลอนมากขึ้นนอกเหนือไปจากผลงานอันย่ำแย่ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา
สอดรับกระแสข่าวการตั้งพรรคทางเลือกใหม่ที่ดึงอดีต กปปส.ส่วนหนึ่งมาเสริมทีม เพราะอย่าลืมว่าสัมพันธ์ระหว่างสุเทพ กับสุขุมพันธ์ุนั้นแนบแน่นมายาวนาน เมื่อ 4 ปีก่อนยังเคยดันสุขุมพันธุ์มาลงรักษาแชมป์ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากในพรรครุนแรง
ศึกภายนอกในวันนี้อาจไม่หนักหนาสักเท่าไหร่ แต่สำหรับศึกในวันนี้ของประชาธิปัตย์ดูจะหนักหนาและทำให้แต่ละก้าวย่างนับจากนี้ลำบากมากยิ่งขึ้น







