posttoday

อนาคตประเทศไทยปี60 จับตาวาระ "คสช." สู่โหมดเลือกตั้ง

03 มกราคม 2560

ผลอาฟเตอร์ช็อกคดีความอาจถูกใช้ไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองจากบางกลุ่มบางก้อน เกิดความไร้ระเบียบก่อนเลือกตั้ง

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ถือเป็นเรื่องน่าจับตาโดยเฉพาะทิศทางประเทศไทยในปี 2560 จะเดินหน้าไปอย่างไร และสามารถแก้ไขปัญหาที่สั่งสมค้างคามาเนิ่นนานได้หมดหรือไม่

วิโรจน์ อาลี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้วิเคราะห์ว่า ในเรื่องทางการเมืองถือว่าเป็นปีสุดท้ายของโรดแมป คสช.ได้แจ้งให้ทุกฝ่ายรับทราบว่า ปลายปี 2560 จะมีการเลือกตั้ง และตัวรัฐธรรมนูญเท่าที่ดูแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เริ่มออกมา และประเด็นร้อนแรงสุดคือการเตรียมความพร้อมไปสู่การเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้จะไปผูกอีกกับหลายๆ เรื่อง

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นในตัวรายละเอียดของกฎหมายลูก รวมถึงเสียงค้านต่างๆ จาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน แต่เห็นด้วยกับหลายๆ ประเด็น และจะนำไปสู่บรรยากาศในการเตรียมความพร้อมไปสู่การเลือกตั้งอย่างไร เพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายอยากให้มีการปลดล็อก เพื่อให้พรรคต่างๆ ได้เตรียมความพร้อมภายใต้กฎหมายลูกชุดใหม่ที่ออกมา

“ถ้า คสช.เองต้องการควบคุมทุกอย่างเอาไว้ไปถึงช่วงการเลือกตั้งตรงนี้จะนำไปสู่การวิจารณ์พอสมควรถึงตัวระบบการเลือกตั้ง หรือตัวการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น มีเสรีมากน้อยแค่ไหน เพราะช่วงนี้ทุกฝ่ายต่างจับตามองไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศ พรรคการเมือง และหลายๆ ส่วนจะมองว่า คสช.มีท่าทีในการค่อยๆ ปลดล็อกหรือสร้างบรรยากาศในการนำไปสู่การเลือกตั้งโปร่งใส เป็นเสรี เป็นธรรม ได้อย่างไร ผมคิดว่าตลอดทั้งปี 2560 ที่เป็นประเด็นใหญ่ๆ จะเป็นเรื่องนี้”

อย่างไรก็ตาม แต่ที่น่าสนใจว่าถ้ามีการปลดล็อกแล้ว พรรคการเมืองจะหยิบอะไรขึ้นมาเป็นฐานการหาเสียง ซึ่งจะไปโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพราะรัฐบาลพยายามชี้ตลอดว่ามีความสำคัญ และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องเดินไปตามหลักเกณฑ์ตรงนี้

ส่วนประเด็นทางเศรษฐกิจ เรื่องใหญ่ คือ รัฐบาลจะสามารถทำการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน และสามารถนำเม็ดเงินเข้าไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับเอกชนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยได้หรือไม่ เพราะ 3 ปีที่ผ่านมา การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจถือว่าทำได้ดีระดับหนึ่งถ้าดูจากตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ทว่า ทำอย่างไรให้เม็ดเงินลงทุนกระจายไปสู่รากหญ้า ไม่ควรเป็นนโยบายกระตุ้นระยะสั้นๆ เช่น ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในระบบราง ช็อปช่วยชาติ เพราะไม่เห็นว่ากำลังการบริโภคที่เหือดแห้งลงไปในระดับล่าง ชนชั้นกลาง จึงเป็นคำถามท้าทาย ถ้าทำได้ตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้น แล้วเงินในกระเป๋าของคนทั่วๆ ไปจะรู้สึกดีขึ้นหรือไม่

ส่วนเรื่องทางสังคม ถือว่ารัฐบาล คสช.ประสบความสำเร็จในการทำให้กลุ่มเรียกร้องต่างๆ ลดบทบาทตัวเอง แต่มีประเด็นร้อนอื่น เช่น วัดพระธรรมกาย หรือกรณีน้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้รัฐถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะแก้ไขปัญหาแบบนี้ระยะยาวให้เกิดความพึงพอใจในเชิงโครงสร้างได้อย่างไร เพราะหมายถึงเสถียรภาพของรัฐบาลเองกับเวลาที่เหลืออยู่

ด้าน สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าปี 2560 น่าจะเป็นปีที่สังคมการเมืองไทยเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเต็มรูปแบบ เพราะเป็นโค้งสุดท้ายที่ คสช.ต้องถ่ายโอนอำนาจไปสู่การเลือกตั้ง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โครงสร้างอำนาจ กลไกสถาบันทางการเมืองที่ออกแบบตามรัฐธรรมนูญ จะเห็นรูปร่างหน้าตาชัดขึ้น

“ที่สำคัญจะเห็นภาพชัดขึ้นว่า คสช.จะคงอำนาจไว้ หรือตีตั๋วต่อมากน้อยขนาดไหนอย่างไร ทุกฝ่ายคงไม่กั๊กกันแล้ว พรรคการเมืองเองต้องเตรียมจัดทัพ จัดแถว เพื่อลงสนามเลือกตั้ง แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่น่าห่วง คือ ความขัดแย้งแตกแยกที่หลังรัฐประหาร 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ผมคิดว่ายังไม่คลี่คลายเท่าที่ควร ยังเป็นลักษณะซ่อนรูปหลบฉาก โอกาสกลับมาเผชิญหน้าหรือทำให้บรรยากาศการเมืองตึงเครียดเกิดขึ้นอีกเป็นไปได้สูง”

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับมาตรการและแนวนโยบายปรองดอง คสช. ว่าปี 2560 จะส่งมอบสังคมการเมืองที่เปลี่ยนผ่านความปรองดองได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องน่าคิด และอีกด้านหนึ่ง คือ เรื่องคดีความของบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเครือข่ายในคดีรับจำนำข้าวที่อยู่ในศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจมีความชัดเจนขึ้น และที่เป็นห่วงผลอาฟเตอร์ช็อกคดีความจะถูกใช้ไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองจากบางกลุ่มบางก้อน เกิดความไร้ระเบียบก่อนเลือกตั้ง หรือเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองอีกครั้ง ซึ่งยังเป็นเรื่องต้องจับตาใกล้ชิด

ข่าวล่าสุด

โกงอายุก็ไม่รอด ChatGPT เพิ่มระบบคาดเดาอายุ ป้องกันเยาวชน