'สมคิด จาตุศรีพิทักษ์'มองเศรษฐกิจปีระกา
"มองภาพแล้วปีหน้าจะดีขึ้น ไม่แย่กว่าปีนี้ สินค้าเกษตรก็จะดีขึ้นตามราคาการส่งออก แต่ก็ประมาทเรื่องของภัยธรรมชาติไม่ได้"
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
"โพสต์ทูเดย์" มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์"รองนายกรัฐมนตรี ถึงมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะแนวโน้มของปี 2560 ตลอดจนแนวนโยบายสำคัญที่จะขับเคลื่อน
พอใจเศรษฐกิจปี59 แม้ซึม โค้งสุดท้าย
"สมคิด" กล่าวว่า การที่เศรษฐกิจซึมๆ ไปบ้างในไตรมาส 4 นี้เป็นเรื่องที่เรารู้อยู่แล้วว่าประเทศอยู่ในภาวะใด ประชาชนอาจไม่ได้อยู่ในช่วงที่จะจับจ่ายใช้สอยและท่องเที่ยวเท่าไร ตรงนี้เป็นเรื่องการบริโภคภายในเป็นตัวที่สำคัญ แต่เมื่อเวลาผ่านไปส่วนนี้จะเข้าสู่ภาวะปกติไม่ใช่ปัญหาใหญ่
ฉะนั้น ในไตรมาส 4 ปี 2559 ก็อาจคาดคะเนในเชิงบวกมากไม่ได้ แต่รัฐบาลก็พยายามจะใส่มาตรการต่างๆ ลงไป แต่เชื่อว่าทั้งปีออกมาน่าจะใช้ได้ 3% กว่าได้ เพียงแต่ 3% กว่าเท่าไหร่เท่านั้นเอง ซึ่งทางธนาคารโลกมองว่า 3.1% ซึ่งค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟ ส่วนปีหน้าเขาทำนายว่า 3.2% ก็ถือว่าดีมาก เพราะว่าปีที่แล้วเขาทำนายว่าปีนี้ได้ 2% แต่เราก็ขึ้นมาถึง 3.1%
เศรษฐกิจไทยประคองมาได้ถือว่าเก่งแล้วในสถานการณ์ที่การส่งออกเป็นแบบนี้ ถ้าการส่งออกดีขึ้น ระยะต่อไปอาจจะขึ้นไปถึง 4-5% แต่เมื่อการส่งออกยังเป็นแบบนี้ เราจึงต้องรีบรีฟอร์มให้สินค้าที่เรามีแข่งขันได้ เพราะตอนสินค้าที่เราเคยแข่งขันได้ เช่น เสื้อผ้าตอนนี้ไปอยู่ที่กัมพูชา เวียดนามหมดแล้ว ส่วนจะขยับไปสู่การผลิตสินค้าแบรนด์ด้วยตัวเองและด้วยต้นทุนที่ถูกโดยการปรับการผลิตไปใช้เครื่องจักร ถ้าเราจะแข่งจะต้องปรับตรงนี้
"เซนติเมนต์ของไตรมาส 4 ยังไม่แน่นหนาเท่าที่ควร แต่ทั้งปีแล้วถือว่า 3% แน่ แต่อัตรานี้เราต้องยอมรับว่าเม็ดเงินยังไม่ลงไปถึงรากหญ้า ยังไม่กระจายทั่ว เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในปีหน้า ถามว่าพอใจไหม ผมถือว่าพอใจเพราะเราไต่ขึ้นมาจาก 0.8% มาเป็น 2.8% ในปีที่แล้ว และที่ 3% กว่าในปีนี้ ไม่มีที่ไหนทำได้แล้ว" สมคิด กล่าว
ข้อมูลชี้ทิศทางปีหน้าเป็นบวก
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตัวเลขดัชนีที่ทยอยเปิดเผยออกมาขณะนี้ ถือว่าชี้ไปทางบวก ยกตัวอย่างตัวเลขตลาดหลักทรัพย์ ทั้งผลประกอบการมูลค่าการซื้อขาย ดัชนี ผลตอบแทนตอนนี้สูงสุดในอาเซียน แสดงว่าความมั่งคั่งเกิดขึ้นจริง แต่ประเทศที่ประสบความสำเร็จจะต้องผลักสิ่งที่กระจุกอยู่นี้ให้กระจายลงไปให้ได้ ซึ่งอยู่ๆ ภายในพริบตาใครก็ทำไม่ได้ เป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องทำกลไกให้ลงไป อันนี้คือการรีฟอร์มที่รัฐบาลจะทำให้ต่อเนื่องในปี 2560
ข้อมูลการส่งออกเดือน พ.ย.ก็ออกมาบวกได้ 10% เพราะญี่ปุ่นดีขึ้น และล่าสุดก็มีการคาดมาแล้วว่าญี่ปุ่นจะโตสูงขึ้น ทำให้การนำเข้าจากไทยมีสูงขึ้น การทรุดตัวของจีนก็ชะลอ ส่วนสหรัฐผมเชื่อว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะสั้นเพราะระยะยาวยังต้องดูต่อ ถ้าระยะสั้นและกลางดีขึ้น 3 ประเทศนี้จะทำให้การส่งออกของประเทศในเอเชียดีขึ้น แม้ถ้าสหรัฐ กีดกันการค้าจากจีนก็เป็นโอกาสของไทย แต่ผมไม่คิดว่าเขาจะทำ ดังนี้ ทั้ง 3 ตลาดจะทำให้การส่งออกดีขึ้นและการส่งออกมีมูลค่า 70% ของจีดีพี ถ้าโตได้สัก 1-2% ก็ถือว่าดีและช่วยเศรษฐกิจในปีต่อไปมากแล้ว
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในส่วนของการบริโภคก็คาดว่าจะดีขึ้น เพราะประการแรก โครงการต่างๆ เริ่มออกแล้ว ซึ่งจะทำให้เอกชนไทยตัดสินใจลงทุนหลังจากรอดูสถานการณ์มานาน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ ซึ่งจะส่งผลถึงอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่อง เช่น การก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ เงินจะเริ่มไหล ล่าสุดสภาหอการค้าไทยได้มีการติดต่อเข้ามาขออายุมาตรการสนับสนุนการเร่งลงทุนที่จะหมดอายุสิ้นปีนี้ นั่นแสดงว่าเอกชนเริ่มมั่นใจ แต่มาตรการนี้จะต่ออายุให้หรือไม่นั้นจะต้องหารือ รมว.คลัง ก่อน
ขณะนี้ถือว่านักลงทุนเกิดความมั่นใจ ความไม่แน่นอนทางการเมืองไม่มีแล้ว ถ้าเอกชนไทยตัดสินใจลงทุนแล้ว ต่างชาติก็จะตามมาเลย แล้วจะทำให้ตัว I หรือการลงทุนในภาพรวมดีขึ้น
"มองภาพแล้วปีหน้าจะดีขึ้น ไม่แย่กว่าปีนี้ สินค้าเกษตรก็จะดีขึ้นตามราคาการส่งออก แต่ก็ประมาทเรื่องของภัยธรรมชาติไม่ได้ แต่แม้ปีหน้าจะดีขึ้น เราก็ไม่ได้พอใจเพียงเท่านี้ แต่รัฐบาลจะเดินหน้าเพื่อรีฟอร์ม" สมคิด กล่าว
ผลักดันเอกชนนำขับเคลื่อนการเติบโต
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงความมั่นใจว่า ปีหน้าการลงทุนมาแน่นอน เพราะนอกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แล้ว ยังมีเงินก้อนแรกที่ออกมาแล้วแน่ คือ งบประมาณกลางปีจำนวน 1 แสนล้านบาท ที่จะลงไปเพื่อการลงทุนในกลุ่มจังหวัด อันนี้ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่คิด ขึ้นมาใหม่ แต่อยู่ในหัวผมมานานแล้ว เพราะมองการขับเคลื่อนประเทศจะต้องขับเคลื่อนโดยยุทธศาสตร์กลุ่มโดยไม่ต้องอาศัยการพัฒนาจากส่วนกลาง เช่น กลุ่มจังหวัดอย่าง จ.เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน กลุ่มจังหวัดอันดามัน เหล่านี้มีความเกาะเกี่ยวกันในเชิงยุทธศาสตร์
ถ้ามีงบประมาณก้อนนี้มา และเป็นงบประมาณในเชิงลงทุนด้วย ตรงนี้เป็นหมากแรก เรารู้ว่าปีหน้าไม่มีคำว่าทรุด แต่ว่าเราต้องเร่งผลักดันการรีฟอร์ม และจะต้องผลักดันให้เอกชนลงทุน เป็นช่วงเวลาที่เขาต้องเริ่มแสดงบทบาท เอกชนจะต้องนำ แล้วรัฐบาลเป็นคนอำนวยความสะดวก มองกลับไปก่อนวิกฤตเศรษฐกิจ การลงทุนมีสัดส่วนถึง 40% ของจีดีพี ผ่านมา 15 ปี ยังอยู่ที่ 20% ของจีดีพีเท่านั้น ไม่สามารถกลับไปสู่ที่เก่าเพราะการเมืองมีปัญหา ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกคนเอาความชัวร์ไว้ก่อน หรือไม่ก็ไปลงทุนเมืองนอกแทน
ลงทุนอีอีซี ยกระดับคลัสเตอร์เป้าหมาย
สมคิด กล่าวว่า ส่วนถัดมาที่จะเดินหน้าการปฏิรูปต่อเนื่อง คือ การลงทุนตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เพื่อให้ไทยเป็นทั้งศูนย์กลางการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูงและการขนส่ง และที่จะเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ Innovation Hub หรือ EECI เป็นพื้นหน่วยสนับสนุนด้านนวัตกรรม
นอกจากนี้ ยังมีการขับเคลื่อนคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญตามแนวทางประชารัฐ โดยการดึงมหาวิทยาลัยเข้ามาสนับสนุนด้านการวิจัย แต่ดึงให้บริษัทขนาดใหญ่เข้ามาเป็นหัวหอกหลักในการพัฒนาแต่ละคลัสเตอร์เอื้อให้เกิดสตาร์ทอัพที่เกี่ยวเนื่องขึ้นมา


