เจาะข้อเสนอ สปท.ปฏิรูป กกต. "ลดภาระ-แต่เพิ่มประสิทธิภาพ"
"ที่ผ่านมายิ่งนานวันก็พบการทุจริตรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแบ่งเบาภาระงานของ กกต. คือ งานใจกลางควรจะเป็นงานหลัก งานปราบปรามควรให้หน่วยอื่นมาทำแทน"
โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เป็นประเด็นให้ต้องจับตาหลังจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผ่าน พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และ พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ก่อนส่งไปยังแม่น้ำ 4 สาย และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
วิทยา แก้วภราดัย หนึ่งในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนปฏิรูปด้านการเมือง สปท.ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ ถึงข้อเสนอที่ให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้งแทน กกต. และให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สนับสนุน กกต.ดูแลการเลือกตั้งอีกชั้น
วิทยา อธิบายว่า ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ตอนร่างรัฐธรรมนูญ กมธ.ปฏิรูปด้านการเมือง สปท.เคยศึกษาเรื่องนี้ และเสนอต่อกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปครั้งหนึ่ง ถึงการเสนอเพื่อปรับรูปแบบการทำงานของ กกต.
ทั้งนี้ เพราะปัญหาตั้งแต่ปี 2544 รวมถึงคำตอบที่ได้จาก กกต.ส่วนหนึ่ง คือ การจับกุมการซื้อสิทธิขายเสียงได้น้อยมาก เพราะ 1.ไม่สามารถหาพยานและหลักฐานได้ 2.ไม่มีกำลังพลที่เพียงพอ สาเหตุที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เนื่องจาก กกต.แบกรับภาระงานเยอะเกินไป
งานหลัก กกต. คือ การควบคุมกำกับให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม แต่ปรากฏ กกต.รับภาระในหลายด้าน เช่น จัดการเลือกตั้ง เตรียมหน่วยเลือกตั้ง แบ่งเขตเลือกตั้ง จัดหาสถานที่เลือกตั้ง พิมพ์บัตรเลือกตั้ง หาหีบเลือกตั้ง หาคนไปประจำหน่วยเลือกตั้ง รวบรวมนับคะแนนเลือกตั้ง
ขณะเดียวกัน เมื่อเสร็จแล้ว กกต.ก็ต้องมาประกาศผลการเลือกตั้งว่าได้หรือไม่ ดังนั้น งานหลักในเรื่องการควบคุมกำกับจึงทำได้น้อยมาก หมดเวลาไปกับการจัดการเลือกตั้ง
วิทยา ระบุว่า เมื่อ กกต.ควบคุมกำกับไม่ได้ ก็คงเหลืองานเพียงแค่ให้ใบเหลือง ใบแดง ซึ่งเป็นอำนาจวินิจฉัย ปรากฏว่าที่ผ่านมายิ่งนานวันก็พบการทุจริตรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแบ่งเบาภาระงานของ กกต. คือ งานใจกลางควรจะเป็นงานหลัก งานปราบปรามควรให้หน่วยอื่นมาทำแทน
อย่างไรก็ดี ทำให้คิดถึงงานจัดการเลือกตั้ง โดยให้หน่วยงานอื่นมาดำเนินการแทน จึงได้สำรวจดูว่ามีหน่วยงานใดน่าจะพร้อม ถ้าจะให้ท้องถิ่นไปก็จะเป็นภาคการเมืองมากเกินไป ถ้าให้ภาคประชาชนก็คงไม่สามารถหาคนเป็นล้านคนมาจัดการได้ เนื่องด้วยลำพังการเลือกตั้ง สส. หน่วยเลือกตั้งทั้งหมดใช้คนถึงประมาณล้านคน
ทว่า กมธ.พบว่ากระทรวงที่มีหน่วยงานในภูมิภาคมากและมีคนเยอะ ประกอบด้วย 4 กระทรวง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข อสม. และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความจัดเจนและมีประสบการณ์สูงสุด คือ กระทรวงมหาดไทย
อย่างไรก็ดี จึงมีความเห็นว่าให้กระทรวงมหาดไทยมาช่วยจัดการเลือกตั้ง ส่วนการควบคุมกำกับการเลือกตั้งยังคงเป็นหน้าที่ของ กกต.เช่นเดิม เพียงให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้งพร้อมมีหน้าที่รวบรวมคะแนนให้กับ กกต.
ขณะเดียวกัน เมื่อ กกต.วินิจฉัยว่าจะประกาศหรือไม่ประกาศ รับรองใครหรือไม่ ระหว่างการเลือกตั้ง หากกระทรวงมหาดไทยไปทำทุจริต อำนาจ กกต.ก็สามารถจัดการได้เต็มรูปแบบ
สำหรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจเป็นการถอยหลังเข้าคลองนั้น วิทยา ขยายความว่า เดิมมหาดไทยจัดการเลือกตั้งและประกาศผลการเลือกตั้ง ไม่ได้จัดเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่วนตัวสมัครเข้าเป็นผู้แทนราษฎร ได้รับใบประกาศรับรอง สส.จากผู้ว่าราชการจังหวัด
“เดิมมหาดไทยจัดการทุกอย่าง ใครไม่พอใจไปฟ้องศาล มหาดไทยมีหน้าที่ประกาศเพียงอย่างเดียว ใครชนะก็ประกาศไป พอฟ้องศาลกว่าคดีจะเสร็จเลือกตั้งใหม่พอดี ไม่เคยประสบความสำเร็จในการฟ้อง แต่รูปแบบต่อไปนี้ คนจัดการเลือกตั้ง คือ มหาดไทย และผู้ที่ควบคุมมหาดไทย คือ กกต.”
สำหรับรูปแบบดังกล่าวไม่ได้ย้อนกลับไปที่เดิม หรือที่เรียกกันว่าถอยหลังเข้าคลอง แต่เป็นการพัฒนาและอุดช่องว่างจากเดิมทั้งหมด เพราะเดิมเคยให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัย แต่ศาลใช้เวลานาน
ขณะเดียวกัน ก่อน กรธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ กมธ.เคยได้หารือกับตัวแทนศาลยุติธรรม ว่าจะโอนอำนาจกลับไปให้ศาลยุติธรรมพร้อมหรือไม่ โดยให้ตั้งแผนกคดีเลือกตั้งทุกศาลจังหวัด แล้ววินิจฉัย อุทธรณ์ ฎีกา ให้เสร็จภายใน 1 เดือน ศาลบอกว่าทำได้หมด
“แนวคิดที่จะให้ กกต.แบกภาระอย่างเดิม ควบคุมกำกับเรียบเรียงพยานหลักฐานและยื่นฟ้องศาล ตรงนี้ เราจะเอาอำนาจวินิจฉัยไปที่ศาล ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า กกต.ปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้มีปัญหาค่อนข้างมาก เลือกตั้งถูกใบแดงไป ยังไม่ฟ้องมีก็มาก การติดตามดำเนินคดีกับคนกระทำผิดเลือกตั้งยังไม่จบ ไม่ถึงที่สุด มีก็มาก
“กมธ.ให้อำนาจกำกับการเลือกตั้งเป็นของ กกต. ส่วนการจัดการเลือกตั้งเป็นของหน่วยงานอื่น ขณะที่อำนาจวินิจฉัยเลือกตั้งเป็นของศาล แต่ทาง กรธ.ยืนยันให้อำนาจปฏิบัติ กกต.เป็นเหมือนเดิม พอออกกฎหมายรัฐธรรมนูญเสร็จ กกต.จัดเลือกตั้ง มันมีช่องทางให้ทำเอง หรือให้คนอื่นทำก็ได้ กมธ.เสนอแบบนั้น ลดงานลงเพื่อให้มีเวลามากขึ้น และไม่ต้องอ้างว่าไม่มีกำลังคน เราได้กำหนดไปถึงรัฐบาลแล้ว การเลือกตั้งที่จะมาถึงให้เป็นวาระแห่งชาติ ทุกคน ทุกหน่วยงานต้องเข้ามาปฏิบัติภารกิจในการเลือกตั้งให้เกิดความสุจริต และ คสช.ก็ต้องมาด้วย”
วิทยา อธิบายว่า การให้ คสช.เข้ามาดูแลการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมก็เพราะ คสช.เป็นรัฏฐาธิปัตย์ แต่การเข้ามาต้องอยู่ภายใต้การกำกับของ กกต. คือ กกต.สามารถขอความร่วมมือจากกองทัพ หรือสั่งหน่วยงานภายใต้กำกับของ คสช. มาควบคุมการเลือกตั้ง ไม่ใช่ไปสั่ง คสช. และที่ กมธ.เสนอแบบนี้ไม่ได้ให้ คสช.เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้ง ตามที่มีการเข้าใจผิดกัน
ส่วนที่มองว่ามีการเพิ่มอำนาจ กกต.มากขึ้น โดยเฉพาะให้มาดูในเรื่องของนโยบายของพรรคนั้น ความจริงมันถูกกำหนดด้วยรัฐธรรมนูญที่เขียนเอาไว้ และถือเป็นเรื่องที่ควรทำ
วิทยา ยอมรับว่า อำนาจ กกต.ครั้งนี้ถือว่าติดปีกยิ่งกว่าเดิม ดังนั้น ต่อไปนี้จะมาอ้างเรื่องไม่สามารถจับการซื้อเสียงคงไม่ได้ เมื่อมีคนเข้ามาช่วยทุกฝ่าย การเลือกตั้งต้องสุจริตเที่ยงธรรม และมีมาตรฐานกว่าเดิม
นอกจากนี้ การให้ใบเหลือง ใบแดง ตามรัฐธรรมนูญใหม่ก็เข้มข้นมากขึ้น เช่น ใบเหลือง กกต.สามารถออกได้ระหว่างเลือกตั้งและสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ เพราะครั้งนี้รัฐธรรมนูญยังให้อำนาจ กกต.ถ้าพบว่ามีการเลือกตั้งไม่สุจริต และใครมีส่วนเกี่ยวข้อง กกต.สามารถสั่งยุติการเลือกตั้งได้ โดยให้ผู้สมัครมีส่วนเกี่ยวข้องถูกตัดสิทธิสมัครไป 1 ปี แล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ เท่ากับว่าก่อนลงคะแนนเสียง กกต.สามารถไล่ผู้สมัครออกจากสนามได้ทันที อำนาจเพิ่มขึ้น ภาระหลักต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญให้ได้
ส่วนเสียงวิจารณ์ว่าเป็นมาตรการรุนแรงไปสำหรับผู้สมัครนั้น วิทยา ตอบว่า แนวคิด กมธ.ปฏิรูปการเมือง ต้องการลดภาระ กกต. และจัดการกับเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง อีกทั้งรัฐธรรมนูญได้ให้ยาแรงมาด้วย ถ้าต่อไปประเทศยังใช้ระบบ เงินไม่มา กาไม่เป็น ก็ต้องไปจัดการกับ กกต. ซึ่งต้องทำงานให้เต็มที่ ส่วนการเพิ่มจำนวน กกต.เป็น 7 เสือ เรื่องนี้ต้องไปถาม กกต. แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วย
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอทั้งหมดเพื่อให้นำไปบรรจุในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาจากมติที่ประชุม กมธ. และผ่านสภาของ สปท.เป็นที่เรียบร้อย จึงถือเป็นมติของสภา เหลือเพียงอย่างเดียวคือรวบรวมความเห็นส่งให้กับทาง กรธ. แล้วส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และส่งให้ทางรัฐบาล คสช.ดำเนินการ
วิทยา กล่าวว่า ขณะนี้ยังเหลือร่างกฎหมายอีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ประกอบว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และ พ.ร.บ.ประกอบว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ กมธ.จะพิจารณาต่อไป
อย่างไรก็ดี เรื่องระบบพรรคการเมืองตามกฎใหม่ของรัฐธรรมนูญ ที่กลุ่มการเมืองกังวลว่า จะมีการรีเซตพรรคใหม่ทั้งหมดนั้น วิทยา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องตั้งธงก่อนว่า กมธ.มองว่าพรรคการเมืองในประเทศไทยยังไม่เป็นพรรคการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง จึงต้องการปรับให้เป็นพรรคของทุกคน
“จริงๆ แล้วพรรคเป็นของนายทุน ระบบทุนมันครอบงำการพัฒนาพรรคการเมืองทั้งหมด มีเพียงอย่างเดียวทำอย่างไรให้พรรคการเมืองต้องเป็นพรรคการเมืองของประชาชน เมื่อตั้งธงแบบนี้ จึงทำการบ้านในเรื่องดังกล่าว ซึ่งพรรคการเมืองต้องประกอบด้วยสมาชิก ไม่ใช่ให้ไปล่าบัตรประชาชนแล้วมาทำสมาชิก เพราะมีบทเรียนเห็นอยู่”
อย่างไรก็ดี การที่ใช้แนวทางดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมกับการคัดเลือกตัวผู้สมัคร หรือที่เรียกว่าไพรมารี่โหวต ซึ่งแตกต่างจากอดีตหากใครจะเป็น สส. แค่เพียงกรรมการบริหารพรรคเคาะตัวก็ได้เป็น แต่ครั้งนี้จะมีความยึดโยงมากขึ้น
วิทยา ระบุว่า เพราะหากสมาชิกเห็นด้วยกับการเอาคนใดมาเป็น สส.เพื่อลงสมัครในพื้นที่ แต่กรรมการบริหารพรรคเลือกอีกคน ประชาชนที่เป็นสมาชิกอาจจะเป็นไม่เป็นสมาชิกต่อไป หรือไม่บริจาคเงินให้กับพรรคอีก ซึ่งกรรมการบริหารพรรคก็ต้องเลือกว่าจะเอาแบบไหน
ขณะเดียวกัน การเขียนให้สมาชิกพรรคการเมืองบริจาคให้กับพรรค ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งเพื่อเพิ่มให้เกิดความยึดโยงในการเป็นเจ้าของพรรค และได้เขียนไว้อีกด้วยว่าไม่เกินปีละ 200 บาท ดังนั้นจึงไม่กังวลต่อเสียงวิจารณ์ถึงการสร้างความลำบากต่อสมาชิก เพราะได้เขียนไว้ชัดเจนแล้ว


