posttoday

ยุครัฐบาล คสช. ไม่มีละเมิดสิทธิมนุษยชน

29 มิถุนายน 2559

"ความพยายามของคนบางกลุ่มจะดึงเอาต่างชาติเข้ายุ่งกิจการภายในประเทศนั้น ต่างประเทศ และสังคมจะเข้าใจว่าเป็นเพียงแค่การจินตนาการที่ประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยคำพูด ไม่มีหลักฐานหรือองค์ประกอบใดที่จับต้องได้"

โดย...ฐายิกา จันทร์เทพ, วิรวินท์ ศรีโหมด

สถานการณ์การเมืองในห้วงเวลาก่อนถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค.เป็นไปด้วยความระทึกมีการเรียกร้องให้เปิดพื้นที่แสดงความเห็นจุดยืนต่อร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างเสรี มีการเคลื่อนไหวกันคึกคักทั้งการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ การใช้สื่อโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์ทั้งกลุ่มนักศึกษา นักวิชาการ พรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองที่เห็นต่าง โดยเฉพาะกลุ่ม
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่พยายามออกมาตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ

ภาระหนักยามนี้ จึงตกอยู่ที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อย (คสช.) ที่จะควบคุมไม่ให้เกิดความปั่นป่วนลุกลามจนกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลและ คสช.เอง พ.อ.วินธัย สุวารี ในฐานะโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษทีมข่าวโพสต์ทูเดย์ถึงสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ว่า ความเคลื่อนไหวนักการเมืองที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในช่วงนี้มั่นใจว่า ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรเกินกว่าที่ประเมินไว้ และมั่นใจไม่กระทบต่อการลงประชามติ

“2 ปีที่ผ่านมา พัฒนาการของบ้านเมือง วันนี้หากเทียบกับก่อนวันที่ 20 พ.ค. 2557 เห็นได้ชัดถึงความแตกต่าง แต่ในช่วงการทำประชามติขณะนี้มีความหลากหลายทางความคิด ประชาชนให้ความสนใจกันมากนั่นแสดงให้เห็นว่าประเทศมีมิติของความก้าวหน้าไปเรื่อยๆ

การมีเสียงวิจารณ์บ้างเป็นเรื่องปกติ ความแตกต่างทางความทางความคิด ถือเป็นความสวยงามของประชาธิปไตยอย่างหนึ่ง ซึ่งก่อนที่ คสช.จะเข้ามามีความขัดแย้ง ความรุนแรงเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่าง จึงเป็นเหมือนความสวยงามของธรรมชาติประชาธิปไตย เพราะทุกคนสามารถมีความคิดเห็นได้ โดยไม่มีความวุ่นวาย”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการดูแลบ้านเมืองจึงต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อทำให้ประเทศสามารถเดินไปข้างหน้าได้ มั่นใจว่าทุกอย่างไม่มีอะไรเกินไปจากที่ประเมินไว้ คสช.รับมือได้ เพราะได้ทำงานในลักษณะมีความอ่อนตัว โดยเฉพาะเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งพยายามนำเสนอข้อมูลให้รอบด้านให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ

“จะเห็นว่าเราพยายามใช้กฎหมายแบบค่อยเป็นค่อยไป ด้วยวิธีการขอความร่วมมือ หรือวิธีการที่หลายคนเข้าใจว่าเรียกมาปรับทัศนคติ ซึ่งมันไม่ใช่และเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ มีเสียงสะท้อนว่าเป็นการทำงาน แก้ปัญหาแบบซ้ำซาก เดิมๆ ใช้ข้อกฎหมายมากเกินไปบ้าง ดังนั้น กลยุทธ์หลักของเราจึงกลับมาใช้กระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมายจริงๆ”

อย่างไรก็ตาม ยังมองว่ามาตรการเชิญมาพูดคุยคือความเหมาะสมที่สุด อยากให้สังคมมองย้อนกลับไปด้วยว่าสิ่งที่ คสช.ต้องคุยกับคนนี้เพราะอะไร แล้วสังคมตัดสินว่ามันเหมาะสมหรือไม่ แต่ตอนนี้เจ้าหน้าที่พยายามใช้มาตรการต่างๆ เท่าที่จำเป็น ส่วนจะเข้าข่ายการปลุกระดมหรือไม่ต้องพิจารณาจากเจตนาและเปรียบเทียบว่าจะผิดเงื่อนไขทางกฎหมายหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ความรู้สึกหลายคนคิดว่าไม่เหมาะสมกับในห้วงเวลานี้ ดังนั้นการจุดประกายสิ่งที่ดูเป็นด้านลบกับสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเคลือบแคลง จึงยังไม่ใช่เวลานี้

พ.อ.วินธัย ยังได้ฉายภาพเจตนาของคนบางกลุ่มที่พยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงว่า ตอนนี้มีบางคนพยายามบิดเบือนให้เกิดความรู้สึกในแง่ลบต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐและ คสช.กับ ต่างประเทศมากขึ้น เป็นความพยายามให้ต่างประเทศเข้ามาแสดงความกังวล กดดัน ซึ่ง คสช.ไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาอะไร ไม่กังวลหรือกดดันทั้งสิ้น เพราะมีองค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่ประสานงาน ทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ ระหว่างประเทศได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ท่าทีประเทศต่างๆ ต่อ คสช. หรือรัฐบาลถือว่าดีขึ้นเป็นลำดับ ไม่มีประเทศไหน ที่เสียมารยาททางการทูตหรือไม่ให้กำลังใจประเทศไทยในการเดินไปข้างหน้า แต่เมื่อมีบุคคลบางกลุ่มพยายามไปขอความช่วยเหลือ ร้องเรียน หรือเปิดประเด็นแบบมีนัยคิดว่าต้องเข้าใจประเทศเหล่านั้นว่ารู้สึกอึดอัดบ้าง ที่มีคนมาฟ้องและต้องรับฟังแต่โดยทั่วไปก็ไม่สามารถที่ไปยุ่งอะไรมากได้ คสช.เข้าใจว่าแต่ละประเทศเข้าใจถึงการตัดสินใจการบริหารราชการของไทย และพยายามอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม เพราะเป็นคนกลางที่รับฟังทั้งสองฝ่าย

“ความพยายามของคนบางกลุ่มจะดึงเอาต่างชาติเข้ายุ่งกิจการภายในประเทศนั้น ต่างประเทศ และสังคมจะเข้าใจว่าเป็นเพียงแค่การจินตนาการที่ประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยคำพูด ไม่มีหลักฐานหรือองค์ประกอบใดที่จับต้องได้ ผมยืนยันได้ว่ายุครัฐบาล คสช.ไม่มีเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน จะมีก็เพียงแค่คนบางกลุ่มที่พยายามไปชี้นำในลักษณะของจินตนาการคาดเดาโดยที่ไม่มีหลักฐาน”

โฆษก คสช.ยังได้แสดงความมั่นใจว่า กว่า 2 ปีที่ผ่านมาการทำงานของ คสช.มีพัฒนาการและสังคมสามารถสัมผัสได้ในทุกมิติทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา ต่างประเทศ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทุกอย่างเดินหน้าไปตามโรดแมปทั้งสิ้น

ระยะแรก คสช.จะแก้ปัญหาเรื่องเร่งด่วนความเดือดร้อนของประชาชน และให้ความสำคัญเรื่องความสงบเรียบร้อย ขณะนี้คือช่วงที่ 2 ได้เดินหน้าทำงานคือ 1.สนับสนุนงานรัฐบาลให้เดินหน้าได้ตามโรดแมปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 2.ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และ 3.การรักษาความสงบเรียบร้อย

ในห้วงเวลานี้ระยะที่ 2 นอกจากรัฐบาลจะดำเนินงานการบริหารราชการแผ่นดิน จัดทำนโยบาย โครงการต่างๆ แล้ว ก็กำลังมุ่งไปสู่ช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจจะมีสิ่งที่เข้ามากระทบอยู่บ้าง การทำงานของรัฐบาล หรือ คสช.อยู่บ้าง เช่น กระบวนบางกลุ่มที่มีความเห็นไม่ตรงกับ คสช.และพยายามที่จะหาจุดมาลดความน่าเชื่อถือไม่ว่าจะ คสช. รัฐบาล หรือ กรธ.ก็ตาม

“เราต้องให้ความสำคัญการประชาสัมพันธ์ข้อเท็จจริงในทุกมิติ แม้แต่เรื่องเศรษฐกิจที่มักจะถูกนำไปบิดเบือนว่าเศรษฐกิจไม่ดีผลมาจาก คสช. หรือคำจำกัดความที่ว่า ‘ไม่เป็นประชาธิปไตย’ บ้าง ไม่ได้รับความร่วมมือจากต่างประเทศบ้าง สิ่งเหล่านี้คือเจตนาของคนบางกลุ่มอาศัยสภาพแวดล้อมเป็นเหตุในการนำเสนอข้อมูลให้สังคม เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่ คสช. รัฐบาล จะตั้งเป้าหมายหรือดำเนินโครงการ กิจกรรมอะไร จะมีเสียงสะท้อนที่ไม่สร้างสรรค์และไม่เหมาะสมกับห้วงเวลาอยู่ตลอด แต่เชื่อว่าทุกอย่างผ่านไปได้ดี” พ.อ.วินธัย กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

เปิดเหตุผล “เดนทิสเต้” จับมือ “ลิซ่า” ปีที่ 4 โปรโมทแบรนด์ 3 ประเทศ