นักการเมืองไม่หิวเลือกตั้ง แต่อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่ดี
"อย่าไปประเมินนักการเมืองว่าเป็นผู้หิวกระหายการเลือกตั้ง คิดผิดเลยถ้าบอกว่านักการเมืองจะรับไปก่อนเพราะอยากเลือกตั้ง ทุกคนมีสำนึกทั้งนั้นว่าตัวเองเป็นตัวแทนของปวงชน แต่ถ้าเลือกตั้งไปแล้วกลับไม่สามารถทำหน้าที่ตัวแทนประชาชนได้สมบูรณ์แบบ อย่าเป็นเลยดีกว่า"
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
การเมือง ณ เวลานี้ไม่มีเรื่องไหนน่าสนใจไปมากกว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 7 ส.ค. แต่ในมุมมองของ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ให้สัมภาษณ์พิเศษกับโพสต์ทูเดย์ กลับมองว่าการประชามติครั้งนี้เป็นเพียงตรายางเท่านั้น เนื่องจากกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นไปตามหลักการที่ควรเป็นตั้งแต่แรก
“การทำประชามติเพื่อให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีใครเห็นด้วยหรอกคนที่มีหัวใจระบอบประชาธิปไตย เพราะนั่นมันเหมือนเป็นตรายางให้เอามารับเท่านั้นเองว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสาระในร่างรัฐธรรมนูญทุกคนก็รู้ๆ กันหมดว่ามันเป็นอย่างไร”
“เมื่อรู้ว่ามันเป็นอย่างไร รับมาแล้วก็แก้ไขไม่ได้ บางคนก็เอาจุดนี้มาบอกให้คุณรับไปก่อนเพื่อให้บ้านเมืองสามารถขับเคลื่อนและเดินไปได้ จะได้ไปบอกอารยะได้ว่าเป็นประชาธิปไตย ผมว่าคนต่างประเทศโดยเฉพาะอารยประเทศ เขารู้นะว่าหัวใจของระบอบประชาธิปไตยมันไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณมีเลือกตั้งหรือไม่เลือกตั้ง เขาต้องมองว่ารัฐธรรมนูญนี้มีสาระอย่างไร รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยหรือไม่
“เขาถึงมีการพูดว่าอยากรู้ว่าประเทศไหนเป็นอย่างไร อยากรู้คนในประเทศนั้นมีจิตวิญญาณอย่างไรให้เขาให้ดูที่รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญจะสะท้อนตัวตนและความเป็นไปของประเทศทั้งหมดว่าประเทศเป็นอย่างไร นี่คือข้อเท็จจริง”
กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่ควรจะเป็นตามแนวคิดของสมศักดิ์ คือ การดำเนินการแบบเดียวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
“เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมอยากเห็นมากกว่าการทำประชามติ คือ การทำประชาพิจารณ์ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ คุณยกร่างมา ผมไม่ว่าคุณหรอก แต่ในขณะเดียวกันคุณต้องสอบถามเขาด้วยว่าหมวดนี้ มาตรานี้ คุณมีความเห็นอย่างไร”
“อยากให้กลับไปสมัย พ.ศ. 2538 และ 2540 ที่รัฐบาลท่านบรรหารได้ตั้ง ส.ส.ร. (สภาร่างรัฐธรรมนูญ) ขึ้นมา และให้ ส.ส.ร.ไปดำเนินการในแต่ละจังหวัด จังหวัดใครจังหวัดมัน ทำเป็นกระบวนการ จึงมีการยอมรับกันว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นอย่างนั้นมากกว่า”
“การประชามติมันจะไม่แตกต่างกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 คุณรับไปก่อนแล้วมาแก้ทีหลัง พอแก้ขึ้นมาเป็นอย่างไร แต่อันนี้คุณไม่ต้องพูดเรื่องแก้เลย เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้ชัดเจนมาก การจะแก้ไข ชาติหน้าบ่ายๆ ไม่รู้ว่าจะแก้ได้หรือเปล่า เพราะมันเป็นเงื่อนไขที่มันเกินกับระบบกลไกของสภาที่มันเป็นวัฒนธรรมไทยที่มันจะสามารถดำเนินการได้”
อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร วิพากษ์อีกว่า “ส่วนเรื่องกระบวนการที่กำลังจะดำเนินการอยู่เนี่ย คุณจะทำประชามติ แต่คุณไม่พยายามเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับรู้ข้อดี ข้อเสีย ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มาแสดงความคิดความอ่านร่วมกันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีหรือไม่ดีอย่างไร ตรงไหนที่ควรจะแก้ไข ตรงไหนที่ควรจะปรับปรุง และทำไมถึงต้องรับและทำไมถึงต้องไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ วันนี้ถูกกำหนดโดยเฉพาะมาตรา 61 ของ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร ตรงนี้มันก็กลายเป็นปัญหาอุปสรรคขึ้นมาแล้ว”
“หากถอยกลับไปเมื่อปี 2540 ไม่ได้ข้อจำกัดอย่างนี้เลย มันเป็นเสรี ทุกคนมีสิทธิที่จะให้ความคิดเห็นต่อคน ถึงวันนี้ต้องไว้ใจ ต้องเชื่อมั่นคนไทย ต้องเชื่อมั่นประชาชนว่าวันนี้ข้อมูลข่าวสารที่เขาได้รับมีมากกว่าอดีตเยอะมาก เพราะฉะนั้น การที่ใครจะไปพูดอย่างไร ชักจูงโน้มน้าวอย่างใดอย่างหนึ่งผมว่าประชาชนไม่ได้ถูกเป็นเครื่องมืออีกต่อไปแล้ว”
“วันนี้มีสติปัญญาพอที่จะรู้ว่าอะไรถูก อะไรไม่ถูก คุณใช้วิธีการนี้ กระบวนการแบบนี้ เห็นไหมว่าอะไรเกิดขึ้น วันนี้พอกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งจะตั้งขบวนการปราบทุจริต คุณก็จะใช้มาตรการรุนแรง ทำไมไม่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ เป็นไปตามกลไกของระบอบประชาธิปไตย”
“ถ้าคุณมั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีจริง คุณต้องเปิดโอกาส อย่าไปปิดกั้น ยิ่งปิดกั้นเท่าไร ยิ่งจะกลายเป็นการสั่งสมปัญหามากขึ้นเท่านั้น”
“ไม่รู้ว่าเมื่อผลประชามติออกมาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะรับหรือไม่รับ แต่เห็นรัฐบาลยืนยันว่าปี 2560 จะต้องมีการเลือกตั้ง หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านขึ้นมา รัฐบาลหรือ คสช.คงต้องหาหนทางที่จะทำให้เป็นไปตามโรดแมป เพราะได้ไปพูดกับประชาคมโลกไว้ว่า ปี 2560 จะต้องดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง”
แม้ขณะนี้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่หลายคนเห็นว่าเป็นปัญหาไม่สามารถแก้ไข เพราะล่วงเลยเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนดแล้ว แต่ สมศักดิ์ คิดว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะเจ้าภาพจัดการออกเสียงประชามติ ควรเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด
“เท่าที่ติดตามข่าวอยู่ในเวลานี้ คิดว่า กกต.ต้องใจกว้างกว่านี้ในการเปิดรับรู้ รับฟัง รับทราบปัญหา และเร่งแก้ไขปัญหา ไม่ใช่พอตัวเองวางธงมาแล้ว ใครมีความเห็นอย่างไร มองว่าเป็นกระบวนการขัดขวางหรือเป็นกระบวนการต่อต้าน ต้องไม่มองอย่างนั้น กกต.รักประเทศและห่วงประเทศอย่างไร คนไทยก็รักประเทศและห่วงประเทศไม่น้อยไปกว่า กกต. อย่าไปมองว่าคนที่มีความเห็นแตกต่างเป็นศัตรู”
“ต้องเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญมาชี้แจงพร้อมๆ กัน หากจะทำให้ดีจริงคุณต้องเปิดเวทีอภิปรายและถ่ายทอดสด ซึ่งเครือข่ายมีอยู่แล้ว และเอาคนที่เป็นกลางขึ้นมาทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ ให้คนได้ฟังอย่างชัดเจน เช่น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ดีอย่างไรก็ยกตัวอย่างมา ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยคุณก็ยกตัวอย่างมา เอามาอภิปรายและให้ประชาชนฟัง”
สมศักดิ์ ขมวดว่า การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของร่างรัฐธรรมนูญ ถึงแม้เวลานี้จะไม่สามารถแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเสนอทั้งหมดจะเป็นประเด็นที่แก้ไขเนื้อหาได้ผ่านการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 เพื่อทำให้รัฐธรรมนูญเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่มีความปรารถนาดีต่อประเทศและประชาชน
กับคำถามว่า มีประเด็นไหนในร่างรัฐธรรมนูญที่คิดว่าเป็นปัญหา? สมศักดิ์ ตอบว่า “ผมไม่อยากจะมองรายมาตรา แต่ผมติดใจตรงกระบวนในการได้มา กระบวนการนี้มันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด คุณจะบอกว่าให้ดีเลิศอย่างไร แต่ถ้ากระบวนการมันไม่ใช่ มันก็คือไม่ใช่ รัฐธรรมนูญต้องไม่ใช่การเขียนเพื่อแก้ไขปัญหาในวันนี้ และไปสร้างปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคต หรือไม่ใช่เขียนขึ้นมาเพื่อกำจัดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง บุคคลใดบุคคลหนึ่ง มันจะต้องเป็นกฎหมายมหาชนที่ต้องไม่ยึดกับตัวบุคคล คณะบุคคล หรือกลุ่มการเมือง”
ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คิดว่าทุกอย่างจะจบหรือไม่ หรือว่ารัฐธรรมนูญจะยังขาดการยอมรับอยู่? แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา บอกว่า “อย่างที่ผมไปก่อนหน้านี้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้บางทีเขียนเพื่อแก้ปัญหา
วันนี้ แต่ไปสร้างปัญหาในอนาคต เพราะฉะนั้น เราไม่มีทางรู้เลยว่าอะไรมันจะเกิดขึ้น เพียงแค่จะผ่านหรือไม่ผ่านเรายังไม่รู้เลย มันเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา”
กระแสต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญของฝ่ายการเมืองในระยะนี้ กลับถูกบางฝ่ายสบประมาทว่าจริงๆ แล้วนักการเมืองก็อยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ เพราะต้องการลงเลือกตั้ง ซึ่งในประเด็นนี้อดีตสส.หลายสมัยอย่างสมศักดิ์ มีความคิดเห็นแย้งทิ้งท้ายที่น่าสนใจ ดังนี้
“อย่าไปประเมินนักการเมืองว่าเป็นผู้หิวกระหายการเลือกตั้ง คิดผิดเลยถ้าบอกว่านักการเมืองจะรับไปก่อนเพราะอยากเลือกตั้ง แต่เลือกตั้งไปแล้วทุกคนมีสำนึกทั้งนั้นว่าตัวเองเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย แต่ถ้าเลือกตั้งไปแล้วกลับไม่สามารถทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชนได้สมบูรณ์แบบ อย่าเป็นเลยดีกว่า”
“ร่างรัฐธรรมนูญไม่เปิดโอกาสให้ สส.ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เช่น ถ้า สส.ไปพบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนขึ้นมา จะบอกให้รัฐมนตรีเร่งแก้ไขทำได้ยาก เพราะต้องไปดูก่อนว่าขัดกับแผนยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ 20 ปี หรือไม่ ถ้าไม่ตรงกันก็ทำไม่ได้อีก เพราะแผนยุทธศาสตร์ชาติกำหนดมาแล้ว อย่างนี้จะไปทำหน้าที่ตัวแทนปวงชนชาวไทยอย่างไร”
“ผมถึงบอกไงว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขปัญหาอันหนึ่ง แต่กลับไปผูกปัญหาอีกหลายๆ ปัญหา การแก้ไขทุจริตต้องไม่ใช่การแก้ไขด้วยรัฐธรรมนูญแบบนี้ คุณก็ทำกฎหมายปราบปรามการทุจริตให้ละเอียด แต่พอไปกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญก็กลายเป็นอุปสรรค เพราะทุกกฎหมายต้องยึดโยงรัฐธรรมนูญทั้งหมด” สมศักดิ์ สรุป
"รักอ่างทอง รักบ้านเกิด" ทำหนังสือตั้งกองทุนช่วยครู
ขณะเดียวกัน ใช่ว่าแกนนำพรรคชาติไทยพัฒนารายนี้และอดีต สส.อ่างทองจะทำแต่งานการเมืองอย่างเดียว เพราะในระหว่างที่พรรคการเมืองปิดเทอมยาว ได้เอาเวลาว่างไปทำหนังสือ “รักอ่างทอง รักบ้านเกิด” ซึ่งไม่ได้เป็นหนังสือเผยแพร่สถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ ในอ่างทองอย่างเดียว แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อหาเงินจัดตั้ง “กองทุนแบ่งปันครู สู่ความรู้ที่เท่าเทียม” ไว้ใช้สนับสนุนการศึกษาด้วย
โดย สมศักดิ์ อธิบายถึงความจำเป็นที่ต้องมีกองทุนที่ว่านั้นว่า จ.อ่างทอง ประสบปัญหาการขาดแคลนครู ในแต่ละพื้นที่ไม่มีครูครบทุกวิชา จนส่งผลเสียหายมาเป็นเวลานาน จึงคิดว่าควรตั้งกองทุนเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม และเพื่อสร้างสำนึกให้เด็กที่จบการศึกษาไปแล้วกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง
“ใช้ช่วงระยะเวลาที่ว่างจากงานการเมืองที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร ผมก็ตระเวนไปตามพื้นที่ต่างๆ ของอ่างทอง พอพบเห็นสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม เห็นว่ามีมุมที่สวยๆ หลายมุมแต่คนไม่เห็น ก็เลยชวนน้องๆ ในพื้นที่ที่เป็นช่างภาพอิสระที่ไม่ได้ช่างภาพมืออาชีพไปลงพื้นที่และให้ถ่ายภาพ จากนั้นผมก็มาเขียนเป็นบทกลอนเพื่อให้ภาพนั้นดูมีชีวิต ถ้าเรามองภาพถ่ายอย่างเดียว มันก็โอเคนะ แต่ถ้าใส่บทกลอนลงไปด้วย มันจะทำให้ภาพนั้นมีชีวิตมากขึ้น”
“สำคัญที่สุดหนังสือเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจจากเมื่อปีที่แล้วได้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูที่อ่างทองในแต่ละสาระวิชา ซึ่งคุณภาพการศึกษาที่สะท้อนมาจากคะแนนโอเน็ตที่มีคะแนนค่อนข้างต่ำ เพราะไม่มีครูครบทุกสาระวิชา”
“ปีที่แล้วผมก็เข้าไปจับและแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเอาครูทั้งจังหวัดมาช่วยกัน แบ่งปันครูสู่ความเท่าเทียมกันทางการศึกษา โดยพวกผมช่วยกันเฉลี่ยเงินกันคนละ 3 หมื่นบาท 5 หมื่นบาทบ้าง รวมประมาณ 4-5 แสนบาท ผลปรากฏว่าคะแนนโอเน็ตปีนี้ อ่างทองมีคะแนนสูงขึ้นมามาก อ่างทองกลายเป็นจังหวัดที่ได้รับการพัฒนาทางการศึกษาสูงมากที่สุดในเขตพื้นที่การศึกษา”
“จึงมาคิดว่าโครงการนี้ควรทำเป็นโครงการที่ยั่งยืน เลยคิดว่าควรตั้ง ‘กองทุนแบ่งปันครู สู่ความรู้ที่เท่าเทียม’ ซึ่งเริ่มเมื่อวันเกิดผมที่ผ่านมา 27 เม.ย. และทำหนังสือเสร็จพอดี และนำออกมาจำหน่ายราคาเล่มละ 200 บาท เพื่อนำรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายเลยมาตั้งเป็น
กองทุน โดยได้รับความกรุณาจากทุกคนจำนวนมากเป็นอย่างดี”
“วัตถุประสงค์ของกองทุนนี้ คือ เอารายได้ไปให้กับครูที่เสียสละตัวเองไปช่วยสอนในโรงเรียนที่ยังขาดครูในแต่ละสาขาวิชานั้นๆ และเพื่อต้องการสร้างสำนึกว่าเมื่อคุณสำเร็จการศึกษาแล้วคุณต้องกลับมาบ้านเกิด เพราะวันนี้การศึกษาไทย เราพบเห็นเลยว่าคนยิ่งจบการศึกษาสูงเท่าไหร่ ยิ่งทิ้งถิ่นเกิดตัวเองมากขึ้นเท่านั้น เลยกลายเป็นปัญหาว่าในท้องถิ่นและชนบทที่ห่างไกลเหลือแต่เด็กและคนชรา จึงทำให้เกิดช่องว่างในเรื่องของการพัฒนา”
“ดังนั้น หากที่มีการศึกษาสูงและกลับมาอยู่บ้านตัวเอง ผมคิดว่ามันจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องช่องว่างในการพัฒนาได้มาก เพราะอย่างไรเสียเมื่อคนที่มีความรู้ไปมองเห็นปัญหาต่างๆ ในพื้นที่ตัวเองก็สามารถนำองค์ความรู้ที่ตัวเองมีอยู่มาพัฒนาท้องที่และสร้างองค์กรหรือเครือข่าย เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ” ความตั้งใจของสมศักดิ์
สิ้น ‘บรรหาร ศิลปอาชา’ ไม่สิ้น ‘ชาติไทยพัฒนา’
พรรคชาติไทยพัฒนา ถือเป็นพรรคการเมืองหนึ่งที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไทยมาเป็นเวลานาน แม้พรรคชาติไทยจะถูกยุบพรรคไปด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่พรรคการเมืองนี้ก็ยังสามารถมีที่ยืนในการเมืองได้
ความเป็นพรรคชาติไทยพัฒนาที่ยังดำรงอยู่ได้นั้นปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากชายชื่อ “บรรหาร ศิลปอาชา” ประธานที่ปรึกษาพรรค แต่เวลานี้คำถามหลายข้อที่ว่าด้วยอนาคตพรรคชาติไทยพัฒนาเกิดขึ้นมากพอสมควร หลังจากอดีตนายกฯ บรรหารได้ถึงแก่อสัญกรรม
ในเรื่องนี้ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคและคนสนิทของบิ๊กเติ้ง ตอบเสียงหนักแน่นว่า “บอกได้เลยว่าเดินหน้าต่อแน่นอน เพราะทายาทของท่านบรรหารทั้งคุณวราวุธและคุณกัญจนา เขาพร้อมจะเคียงบ่า เคียงไหล่กับพวกเรา จริงอยู่วันนี้พรรคชาติไทยพัฒนาไม่ใช่ของท่านบรรหารและไม่ใช่ของครอบครัวศิลปอาชา แต่เป็นของประชาชน ซึ่งทั้งสองท่านเป็นทายาทที่มีบทบาทสำคัญกับพรรคมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเราต้องให้เกียรติเขา เราต้องสอบถามเขา”
“ความกระจ่างชัดทั้งหมดจะเกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นการจัดงานให้กับท่านบรรหาร แต่ยืนยันว่าพรรคจะดำเนินต่อไป เพราะเป็นจิตวิญญาณของท่านบรรหาร ทุกคนรู้ว่าท่านรักพรรคขนาดไหน ไม่อยากให้ใครมาตราหน้าหรือมาพูดว่าพอสิ้นท่านบรรหารก็สิ้นพรรคชาติไทยพัฒนา ผมเชื่อว่าทั้งคุณวราวุธและคุณกัญจนาไม่ปรารถนาทิ้งสิ่งนี้แน่นอน”
สมาชิกพรรคที่อยู่จะยังอยู่ร่วมงานกันต่อไปหรือไม่? สมศักดิ์ ตอบว่า ยังไม่มีโอกาสได้ประชุมพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการ มีเพียงการสอบถามแบบเป็นการส่วนตัว ซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ ดังจะเห็นได้จากการที่คนในพรรคมาร่วมงานของท่านบรรหารทุกคนตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย
“ไม่มีสมาชิกคนไหนหวั่นไหว แต่มีบางคนที่มาลา ซึ่งเป็นการเตรียมจะมาลาก่อนที่จะเสียท่านบรรหาร เพราะเขามองเห็นว่าการเมืองอย่างนี้ เขายังไม่อยากเล่น ขอลาออกไปก่อนดีกว่า”
พรรคชาติไทยพัฒนาจะวางกลยุทธ์การสู้สนามเลือกตั้ง สส.ในภาคกลางที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ผูกขาดของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งอย่างไร ในเมื่อพรรคไม่ได้มีอดีตนายกฯ บรรหารเป็นผู้นำ? สมศักดิ์ ระบุว่า “คงต้องคุยกัน แต่เราเตรียมไว้แล้ว เราได้คุยกันแล้วในระหว่างพวกเราที่ได้เจอกันทุกสัปดาห์ประจำ และได้คุยกันในหลักการ ทั้งคุณนา ท่านประภัตร ท่านจองชัย และผู้ใหญ่ของพรรคที่อยู่มานาน ทุกคนก็ตกผลึกและเห็นด้วยกับแนวทางที่วางไว้ในอนาคต โดยต้องสานนโยบายของท่านบรรหารต่อไป แต่ยังไม่ขอบอกในตอนนี้”
“เราไม่รู้หรอกว่าการแข่งขันจะสูสี คงไปคาดเดาแทนประชาชนไม่ได้ แต่คิดว่าแนวทางที่เราจะนำเสนอ มันน่าจะตรงกับแนวทางของประชาชนที่ต้องการ”
“การทำพรรคการเมืองทุกพรรคคิดเหมือนกัน อยากให้พรรคการเมืองเป็นพรรคของมหาชน วันนี้การมีสมาชิกพรรค 2 ล้านคน 3 ล้านคน 8 ล้านคน 10 ล้านคน เราก็ถือว่าพรรคการเมืองเป็นสมบัติส่วนรวมส่วนหนึ่งแล้ว แต่เราต้องการให้เป็นมากกว่านั้น”
สมศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า “โครงสร้างของพรรคชาติไทยพัฒนาเปลี่ยนแปลงแน่นอน แต่เรื่องอุดมการณ์ของพรรคไม่มีวันเปลี่ยนแน่นอน จะยังยึดหลักการไม่แสวงศัตรู แต่จะสร้างมิตร และเป็นแนวทางเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และพร้อมกับสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต ถ้าคิดว่า คสช.ผ่อนปรนและเปิดให้มีการประชุมพรรคเมื่อไหร พรรคก็คงต้องพร้อม”
“การบริหารพรรคการเมืองในเวลานี้ไม่น่าจะยากนัก เพราะอยู่กันด้วยหัวใจ ถ้าจะอยู่นะ ยังไงมันก็อยู่ ถ้ามันจะไม่อยู่ ยังไงมันก็ไม่อยู่ คนมันจะไป มันจะเหนี่ยวรั้งไม่ได้อยู่แล้ว ถ้ามันอยู่ด้วยใจแล้วการเคารพกติกามันก็มีอยู่ในตัวตนของแต่ละบุคคลแล้ว”
สำหรับระบบเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ที่ใช้การลงคะแนนด้วยบัตรเลือกตั้งใบเดียวแต่เลือกทั้ง สส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อจะส่งผลกระทบต่อพรรคชาติไทยพัฒนาหรือไม่ เพราะแต่ละพรรคจำเป็นต้องส่งผู้สมัคร สส.เขตให้มากที่สุดเพื่อหวังคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ สมศักดิ์ วิเคราะห์ว่า “คิดว่าคงไม่มีปัญหาหรอก การส่งผู้สมัครให้ครบทุกเขตเ ลือกตั้งไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะหาคนที่มีคุณสมบัติที่เชื่อมั่นว่าส่งไปแล้วจะได้รับการเลือกตั้งให้เป็น สส.แน่ อย่างนี้จะเป็นเรื่องยากกว่า”
“เราบอกสมาชิกพรรคและอดีต สส.ไปว่า วันนี้แม้จะไม่มีสภา แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีตัวตนพวกเรานะ ตัวตนของเราที่เป็นนักการเมือง ยังไงมันก็เป็นนักการเมือง คุณต้องลงพื้นที่ ไม่ใช่พอปี่กลองดังแล้วคุณถึงค่อยจะไปลง ตอนนั้นคุณไม่ทันหรอก เพราะระยะเวลา 90-120 วันก่อนวันเลือกตั้ง คุณลงพื้นที่ไม่ได้หมด และผมเชื่อว่ากติกาใหม่พื้นที่เลือกตั้งจะกว้างขึ้น และจำนวน สส.ลดลง ดังนั้นคุณจะต้องทำงานหนักมากขึ้น”
ขณะเดียวกัน สมศักดิ์ ยังมองว่า ระบบเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ไม่ได้ช่วยให้พรรคการเมืองได้เปรียบไปกว่าใคร แต่ไปลิดรอนสิทธิของประชาชนที่เคยมีในการเลือก สส. เพราะในอดีตมีบัตรเลือกตั้งสองใบ แบ่งเลือกระหว่าง สส.เขตและบัญชีรายชื่อ แต่เมื่อใช้การลงคะแนนด้วยบัตรใบเดียว จึงไม่เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเต็มที่
“ผมไม่อยากจะมองว่าพรรคการเมืองไหนได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไร แต่ผมมองว่านี่คือการรอนสิทธิ และนี่คือการไม่ส่งเสริมสนับสนุนพรรคการเมือง ในอดีตผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อคนไหนเป็นนายทุน คุณก็ไม่ต้องเลือก สส.บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองนั้น แต่เมื่อระบบเลือกตั้ง สส.แบบใหม่ที่ให้กากบาทได้ใบเดียวเลือกได้คนเดียวจากเดิมที่เลือก สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่ออย่างละหนึ่งใบ เหมือนกับซื้อเหล้าแถมเบียร์ อย่างนี้เป็นการรอนสิทธิของประชาชนหรือไม่”
สมศักดิ์ สรุปว่า แบบนี้จะเป็นหลักประกันที่ช่วยให้ปลอดนายทุนหรือบุคคลที่มีพฤติกรรมสังคมรังเกียจหรือไม่ รู้อยู่แล้วผู้สมัคร สส.เขตเป็นคนดี และอยากจะเลือกให้เป็น สส. แต่ถ้าเลือกไปก็อาจได้ สส.บัญชีรายชื่อที่เป็นนายทุนหรือบุคคลที่สังคมรังเกียจไปด้วย เลือกไปแล้วต้องได้ทั้งพระได้ทั้งโจรเหรอ แบบนี้มันไม่ยุติธรรม ยิ่งจะทำให้สังคมปั่นป่วนมากขึ้น เพราะเลือกพระอาจได้โจร


