posttoday

มุมมอง "นิกร จำนง" รัฐบาลหน้าเจอวิบาก

28 มีนาคม 2559

"มันเกิดความขัดแย้งจนแกะไม่หลุดมาเป็น 10 ปี แก้ไม่ได้ เพราะเชื่อคนละแบบ ไม่มีทางหลีกกัน เหมือนรถไฟวิ่งเข้าหาบนรางเดียวกัน พอชนก็พาตกรางกันไปหมด รางก็คือประเทศจะพังไปด้วย ฉะนั้นการเมืองแบบนี้ในความเห็นผมมันอันตราย เพราะไม่สามารถสลับข้างได้ ไม่มีทางออก"

โดย...ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

ถนนทุกสายกำลังพุ่งตรงไปยังรัฐธรรมนูญที่กำลังปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์แบบ ก่อนนำไปลงประชามติ เพื่อสอบถามความเห็นประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ หากผ่านเท่ากับการันตีการยอมรับอย่างชอบธรรม ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมาย แต่ถ้าไม่ผ่านก็ต้องว่ากันอีกยาว

หากกล่าวถึงเนื้อหาเกี่ยวกับการเลือกตั้ง นิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ผู้คร่ำหวอดแวดวงทางการเมืองมายาวนานได้วิเคราะห์ประเด็นระบบเลือกผู้แทนผ่าน “โพสต์ทูเดย์” ถึงอนาคตหลังรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยและสามารถเดินตามโรดแมปได้

“รัฐบาลตั้งไม่ยาก แต่บริหารประเทศยาก เหมือนช่วงสนธยา มืดแล้วค่อยสว่าง” นิกร เริ่มต้นเสียงเข้ม พร้อมระบุว่า เนื่องจากเป็นช่วงรอยต่อ หลังมีการเลือกตั้งกลัวว่ารัฐบาลชุดหน้าจะเจอปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่ เพราะรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาในเรื่องนโยบายยุทธศาสตร์ 20 ปี ทำให้เคลื่อนตัวลำบาก

นิกร อธิบายว่า เหมือนแบกอนาคตประเทศขึ้นภูเขาเป็นทางวิบาก กฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทำให้พะรุงพะรัง ซึ่งปัจจัยไม่ได้อยู่ภายนอก แต่อยู่ที่การบริหารประเทศ เมื่อประเทศอื่นไปกันแล้ว จังหวะตรงนี้ประชาชนพร้อมไม่พอใจรัฐบาลง่ายๆ

นิกร ระบุว่า ทุกพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าจะอ่อนแอเหมือนรีสตาร์ท ทำให้พรรคการเมืองดิ้นรนน้อยลง ยอมกันมากขึ้น เพียงเพื่อให้มีรัฐบาล ให้มีการเลือกตั้ง ให้มีสภาผู้แทน แม้จะเป็นฝ่ายค้าน การเป็นฝ่ายค้านหรือเป็นรัฐบาลมีความสนใจน้อยกว่า การมีสภาก็มีความสุขแล้ว

“ในอนาคตพรรคต่างๆ คงไม่อยากเป็นรัฐบาล เพราะรู้ว่าบริหารยาก ไม่สนุก การตรวจสอบเข้มข้นถือเป็นภาระหนักมาก ใครไปเป็นรัฐบาลต้องเสียสละ เรื่องใหญ่อยู่ข้างหน้าต้องปีนขึ้นมาจากหล่มให้ได้ ไม่ใช่บอกว่าเป็นรัฐบาลแล้วมีเครดิตดี สุ่มเสี่ยงแก้ปัญหาไม่ได้ก็เยอะ

“หลังเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นรัฐบาลวิบากมาก จากข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ และปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาประเทศ คนจะเรียกร้องตอนนี้ เพราะเป็นรัฐบาลทหารที่เข้ามาชั่วคราว แต่เมื่อเป็นรัฐบาลจริงมาเมื่อไหร่ เขาจะทุ่มความปรารถนาไปที่รัฐบาลทุกเรื่อง

ส่วนการจะจัดตั้งรัฐบาลเร็วหรือช้าถือเป็นเรื่องใหม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กันไว้ เพราะเกรงว่าจะเกิดวิกฤตจึงถ่างเวลา คือให้สามารถตั้งช้าได้โดยไม่ต้องรีบและยังเป็นการดี ดังนั้นวิเคราะห์ว่าการตั้งรัฐบาลหน้าไม่จำเป็นต้องเร็ว และที่จะกลัวว่าเปลี่ยนขั้วก็สามารถเปลี่ยนกลับได้อีก”

“สมัยก่อนเป็นการรวมชื่อเขียนกันหมดต้องแสดงตัวหมดขานชื่อ จะเร็วหรือช้ามันเป็นข้อตกลงของสาธารณะ รีบไปช้าไปไม่ต่างกัน ไม่มีไรผูกมัด เมื่อก่อนล็อกตัว รีบแถลง รัฐบาลหน้าไม่ได้เป็นความปรารถนาของพรรค เพียงแต่บอกว่ามีสภาก็สุขใจแล้วสำหรับฝ่ายการเมือง แต่การเป็นรัฐบาลจะถูกใจหรือไม่ ไม่รู้ แต่ไม่ใช่ของหวาน ต้องดูกันไปพิจารณาหลายรอบ แต่เป็นทางวิบาก”

ความกังวลที่เกรงว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลเสียเอง ในมุมมองนิกรเห็นว่า ไม่ควรเข้ามา เพราะปัจจุบัน คสช.ก็แบกจนบ่าล้า และปีหน้าก่อนจะถึงเลือกตั้งเป็น Hard Year

“ลำบากทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ภัยแล้ง รวมถึงสารพัดปัญหาที่จะมาในปีหน้า ไปหาเรื่องหนักอีกทำไม วันนี้สถานการณ์ประเทศเวลาขับรถขึ้นทางด่วนก็เห็นป้ายโฆษณาค่อยๆ ร่วงไปทีละป้าย มีแต่ป้ายใครสนใจติดต่อเบอร์นี้

“มันบอกถึงใบไม้แห้งที่ร่วงลงทีละใบ เพราะเศรษฐกิจแย่มาก สีสันของเมืองคือป้ายโฆษณาเริ่มร้างและมืดกลางคืน บอกได้ว่าแล้งไม่ใช่แค่เกษตรกรแต่ในเมืองก็แล้ง ความพยายามของรัฐบาลในการแก้เศรษฐกิจมีมากแต่ไม่ขึ้น”

สำหรับประเด็น “นายกฯ คนนอก” ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เปิดทางไว้ นิกร บอกว่า นายกฯ คนนอกอาจจะบริหารประเทศลำบากกว่านายกฯ คนในด้วยซ้ำ “คิดว่าอยากมาเป็นหรือ ไม่ว่าเป็นคนนอกหรือคนใน ไม่ใช่เรื่องสนุกกับรัฐบาลหน้า เพราะต้องเสียสละพอสมควร และถ้าเป็นคนนอกก็อาจโดนรุมโจมตีหนักกว่าคนในแน่นอน”

นิกร ยังวิเคราะห์ประเด็นความได้เปรียบเสียเปรียบในระบบเลือกตั้งใหม่ที่อาจจะเอื้อให้พรรคขนาดเล็กและขนาดกลาง เขายอมรับว่า อาจจะจริง เพราะว่าปัญหาทางการเมืองไทยในอดีตขาดดุลยภาพที่เหมาะสม

“ก่อนหน้านั้นพรรคใหญ่ก็ใหญ่มากเกินครึ่ง ทำให้การเมืองเกิดความขัดแย้ง การเมืองมี 2 มิติ คือ ยึดถือประชาธิปไตยเสียงข้างมาก มีอำนาจออกกฎหมายบริหารประเทศ เพราะประชาชนเลือกมา แต่อีกข้างประชาธิปไตยเชิงคุณธรรม ไม่ยอมรับเสียงข้างมาก เพราะเชื่อว่าซื้อสิทธิขายเสียง

“มันจึงเกิดความขัดแย้งจนแกะไม่หลุดมาเป็น 10 ปี แก้ไม่ได้ เพราะเชื่อคนละแบบ ไม่มีทางหลีกกัน เหมือนรถไฟวิ่งเข้าหาบนรางเดียวกัน พอชนก็พาตกรางกันไปหมด รางก็คือประเทศจะพังไปด้วย ฉะนั้นการเมืองแบบนี้ในความเห็นผมมันอันตราย เพราะไม่สามารถสลับข้างได้ ไม่มีทางออก”

นิกร ระบุด้วยว่า ระบบสองพรรคมีได้อย่างเดียวในโลกคือ สหรัฐอเมริกา เพราะเคยผ่านสงครามกลางเมือง มีประสบการณ์ฆ่าฟันกันอย่างรุนแรง และไม่อยากกลับไปตรงนั้นอีก เลยมาสู้กันในระบบการเมืองคือ ทูปาร์ตี้ซิสเต็ม แม้ขนาดอยู่คนละพรรคยังสามารถไปเป็นรัฐมนตรีช่วยให้กับอีกพรรคได้

ทว่า ประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรมแบบนั้น อยู่คนละข้างก็กลายเป็นศัตรู บิดตัวไม่ได้ ครั้นพรรคการเมืองที่เหลือจะย้ายฝั่งไปอยู่อีกข้างก็ไม่พอ ฉะนั้นการเมืองที่เกินครึ่งมากๆ ทำให้เสียดุลยภาพอย่างรุนแรงถือเป็นอันตรายและต้องพัฒนาต่อเนื่อง

“พอเป็นแบบนี้ฝ่ายรับภาระแก้วิกฤตความขัดแย้งอนาคต เมื่อโจทย์เป็นอย่างนี้ก็พยายามกันมาก ดีไซน์การเลือกตั้งให้ออกมาเป็นกลางๆ เพื่อให้การเมืองสมดุล เช่น ร่าง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มีการพูดเรื่องนี้ แต่วิธีการทำให้พรรคการเมืองเล็กลงจนถูกโจมตี

“แต่การแก้ไม่ใช่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ แต่อย่าทำให้ขาดดุลยภาพรุนแรงเหมือนอย่างที่เป็นมา ซึ่งชุด มีชัย ฤชุพันธ์ุ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มองเห็นเช่นนี้ ชุดที่แล้วก็พยายามทำ เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองสุดโต่งและขาดกันมาก

“หากมองในแง่ลบไม่อยากให้การเมืองมีอำนาจก็เป็นได้ ดังนั้นขึ้นอยู่กับมุมมอง แต่ปัญหามีเท่าเดิมและแบบเดิมอยู่ที่จะมองว่าแก้แบบไหน เพื่อสร้างดุลยภาพให้มากกว่านี้ ไม่สุดโต่งจนเกิดความขัดแย้ง คราวที่แล้วไม่ผ่าน ปัญหาเหมือนเดิม มาเลือกตั้งสัดส่วนผสมเป็นความเชื่อปัญหาเดิมคำตอบเดิม

“แต่วิธีการต่างกันเล็กน้อย ซึ่ง กรธ.เชื่อความคิดถูก เพราะเห็นว่าฝ่ายการเมืองไม่เห็นชอบบัตรใบเดียว แต่อยากให้มีสองใบโอเค แต่เลือกสองใบกลับรูปแบบเดิม พรรคได้เยอะก็เยอะ แต่ผิดถูกเป็นความคิด กรธ.ไม่ใช่ผู้เล่น แต่เป็นผู้ออกกฎ แต่หลักคิดสองบัตร เขตเยอะ ปาร์ตี้เยอะอีก เสียดุลยภาพรุนแรง

“แต่ที่ คสช.ขอมาเป็นวิธีการซื้อเสียงอีกอย่าง ตรงนี้แก้ได้คือ แบ่งเป็นเขตใหญ่ เรียงเบอร์ เลือกได้เบอร์เดียว สส.ก็แทรกกันได้เยอะ ในเขตพรรคการเมืองหนึ่งแข็ง ทำให้อีกพรรค การเมืองอื่นแทรกได้ในเขตเลือกตั้ง เพราะว่าเสียงจะถูกดูดไปที่ผู้มีเสียงมากสุด ขณะที่เบอร์สามแทรกโดนพรรคอื่น

“ที่เคาะแบบนี้ ทำให้พรรคการเมืองแตก หาเสียงยาก ไปเอาเรียงเบอร์มันโหวตได้สามเสียง มันก็ผิดหลักเขตเดียวคนเดียวก็ไม่ได้อีก เพราะคิดว่าแบบนี้ก็มีปัญหาแบบเขาก็มีปัญหาอยู่บ้าง แต่แบบเขาในความเห็นผมมันมีปัญหาน้อยกว่าก็เลยยืนยันในหลักการเดิม”

นิกร ยอมรับว่า ในอดีตการต่อรองทางการเมืองทำให้ระบบเสียหายมาก แต่นั่นเป็นปัญหาในอดีต เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาให้พรรคใหญ่เสียงข้างมากเกิด แต่ก็พังเหมือนกัน จึงเกิดการพัฒนาการเมืองและปัญหาอย่างในอดีตคงไม่กลับมา แม้อำนาจการต่อรองอาจมี แต่คงไม่แย่ เพราะเคยผ่านประสบการณ์มาแล้ว รวมถึงภาคสังคมทั้งประชาชน สื่อมวลชน ก็จับตา

นิกร ยังได้วิเคราะห์สถานการณ์หลังการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า การเมืองในอนาคตไม่มีทางเลวกว่าเดิม ความขัดแย้งไม่มากกว่าเดิม เพราะสูญเสียกันมาพอสมควร จะกลับไปเป็นแบบเดิมไม่ได้ การเมืองนับจากนี้มีแต่จะบวก เพราะมีประสบการณ์มากแล้ว

“เพราะความขัดแย้งสูญเสียที่ใหญ่กว่าตัวเอง ก็คือประชาธิปไตยโดยรวม ความผิดถูกจริงแท้แน่นอนมันอยู่ในตัวทุกคน แต่อาจจะพูดไม่ได้ เพราะอยู่ตรงข้ามกัน แต่ลึกๆ ในใจมันบอกและฝ่ายประชาชนจะรู้ว่ามีอารมณ์กับระบบการเมืองบางครั้ง บางจังหวะ ได้ไม่คุ้มเสีย คือ เศรษฐกิจ

“ผลมันตกกับทุกฝ่ายทั้งที่ล้มรัฐบาลและผู้ถูกล้มจะอยู่กันลำบาก พืชผลขายไม่ได้ ถูกกดดันจากต่างประเทศ ฝ่ายที่เข้ามาในภาวะแบบนี้ประเทศบริหารยาก โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ ทุกฝ่่ายมีบทเรียน ประเทศมีต้นทุนเรื่องนี้เยอะมาก การสูญเสียมากขนาดนี้ทุกฝ่ายได้เรียนรู้ จะกลับไปแบบเดิมอีกไม่ง่าย”

พรรคชาติไทยพร้อมลงสนาม

แน่นอนว่าหากรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน และประกาศใช้ในฐานะผู้เล่นตามกติกากับการเตรียมตัวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง นิกร จำนง ยืนยันชัดเจนด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “พรรคชาติไทยพัฒนามีความพร้อม ไม่ลำบาก มีสภา เลือกตั้งกลับมา ก็พาพรรคไปสู่ตรงนั้น”

นิกร บอกว่า จะมากจะน้อยพรรคดำรงอยู่ได้แน่นอน เพราะขณะนี้ยังรักษาพื้นที่ได้ดีไม่มีปัญหาอะไร ส่วนจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้านไม่ใช่สาระ ขอให้พรรคดำรงอยู่ต่อไปในทางการเมือง จุดที่จะวิ่งไปเส้นชัยไปได้แน่ ไม่ได้เครียด เพราะพรรคชาติไทยพัฒนาเคยได้รับโอกาสให้เป็นนายกฯมาแล้ว จึงไม่มีอะไรใหม่สำหรับการเลือกตั้ง รวมถึงพรรคเองก็เคยปฏิรูปการเมืองมาก่อน

ส่วนจะปฏิรูปพรรคก็ต้องรอดูกฎหมายพรรคการเมืองจะออกมาอย่างไร แต่เชื่อว่าพรรคสามารถปฏิบัติได้ตามกฎหมาย โดยนิตินัยและพฤตินัยพรรคยังมีคนจงรักภักดี มีคนชื่นชม คนที่เคยนิยมพรรคอยู่เดิมก็ยังอยู่ ซึ่งเชื่อว่าไม่ได้เสื่อมไปจากพรรคชาติไทยยังอยู่ในสถานะไปได้ดี การปรับปรุงพรรคน่าจะทำได้คล่องตัว ขณะที่ บรรหาร ศิลปอาชา ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก็ยังอยู่และทำงานการเมืองอยู่ทุกวัน

“สิ่งที่พยายามทำคือ ดำรงพรรคไว้และความปรารถนาไม่ได้จำเป็นต้องมีตำแหน่ง แต่อยากให้พรรคยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ส่วนจะกลับมาใช้ชื่อเดิมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกฎหมาย แต่ขณะนี้กฎหมายยังไม่เปิดช่อง หากเปิดก็จะกลับไปเหมือนเดิมเพราะมันคือเรา

เราไม่เคยนับว่าพรรคชาติไทยมีอายุเท่าไร ไม่เคยมีการจัดงานครบรอบปีของพรรค ตั้งแต่เปลี่ยนชื่อ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็มีอายุแค่เพียงไม่กี่ปี แต่เรามีมาก่อน จิตวิญญาณ เราทำให้จิตวิญญาณชาติไทยเสียไม่ได้ มันยังอยู่ ถ้าสามารถใช้ชื่อเดิมได้ มันก็เป็นความปรารถนาสูงของเรา”

นิกร ยังเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า ขนาดป้ายชื่อพรรคชาติไทยซึ่งเป็นของเดิมก็ยังอยู่ เพียงแต่เอาป้ายชื่อพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นของใหม่มาครอบไว้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามจะอยู่ในป้ายหรืออยู่ในตึก ก็ยังน้อยกว่าอยู่ในใจ เพราะในใจทุกคนเป็นชาติไทยทั้งนั้น ซึ่งลึกกว่าป้าย

การเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาทำงานการเมืองร่วมกับพรรคชาติไทยพัฒนา นิกร บอกว่า ถ้าพูดไปตอนนี้ก็เท่านั้น เพราะยังทำกิจกรรมการเมืองอะไรไม่ได้ อีกทั้งกติกายังไม่ออก สนามเตะที่ไหนยังไม่รู้ เวลานี้ทำได้เพียงรักษาค่ายไว้ให้ดีก็พอ

นิกร ได้สะท้อนมุมในฐานะเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางกับวิธีการเลือกตั้งที่ กรธ.ตั้งกลไกไว้ แม้จะไม่เห็นด้วย หรือถามว่าชอบไหม คล้ายๆ ว่า ถ้าระบบไหนมีปัญหาน้อยสุดก็พอรับกับระบบนั้นได้ และที่มองว่าหลังจบการเลือกตั้งพรรคขนาดกลางจะได้เปรียบ เพราะรัฐธรรมนูญออกแบบมาคงไม่ใช่ เพราะอำนาจการต่อรองก็ยังอยู่ที่พรรคขนาดใหญ่เหมือนเดิม แต่ว่าอำนาจน้อยลง

“การเมืองที่เสียดุลยภาพอย่างรุนแรงมันจะเหมือนกับว่า เดิมมันจะมีแตงโมลูกใหญ่และก็มีส้มลูกหนึ่ง แล้วที่เหลือเป็นเมล็ดงา ดังนั้นเวลาคลุกรวมกันแล้วมันไม่สามารถย้ายจากข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม แม้ระบบในรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาทำให้พรรคการเมืองตลอด 3-4 ปี ได้ปรับตัว กลับไปย้อนคิดพิจารณา แล้วเห็นปัญหา มันเป็นการพัฒนา คือ ลงไปต่ำสุดของการเมือง พรรคการเมืองและประเทศ รวมถึงระบบการเมืองทั้งหลายต้องปีนขึ้นหมดเป็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญ อยู่ในภาวะลำบากเพื่อเติบโตต่อไป แต่บทเรียนการสูญเสีย ทุกองค์กร ทุกส่วนเจ็บต้องพยายามทำให้ดี

ส่วนการมาบอกว่ารัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้พรรคขนาดกลางเกิด คงพูดแบบนั้นไม่ได้ พรรคใหญ่เล็กลง พรรคขนาดกลางโตขึ้น แต่ไม่ใช่ลักษณะสองพรรคแบบสหรัฐ เพราะใช้กับประเทศไทยไม่ได้ ยังมีความขัดแย้งอยู่ แต่จะกลายเป็นพรรคการเมืองขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่กันมากในอนาคต แต่การเมืองจะมีดุลยภาพมากขึ้น

“จนกว่าประชาชนค่อยเรียนรู้และเลือกพรรคใหญ่ที่มีนโยบายชัด การเมืองจะเป็นมัลติปาร์ตี้ คือ รัฐบาลผสม ที่ไม่ใช่ต่อรอง เดิมพรรคเล็กไปต่อรองกับพรรคใหญ่ แต่ขณะนี้ใหญ่เล็กไม่มาก ปัญหาคือพรรคการเมืองมีนโยบายที่คมชัดจะชี้ไม่ค่อยได้ เพราะมันเป็นรัฐบาลผสม ทำให้รัฐบาลข้างหน้าจะลำบากและโอกาสที่ คสช.จะตั้งพรรคการเมืองมาสู้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย” นิกร ระบุ

มุมมอง "นิกร จำนง" รัฐบาลหน้าเจอวิบาก

ทางออกประเทศอยู่ที่ กรธ.

เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสนใจกับการร่างรัฐธรรมนูญว่าจะสามารถแก้ปัญหาประเทศที่หมักหมมมายาวนานได้มากน้อยเพียงใด นิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อธิบายว่า เรื่องนี้เป็นไปตามหน้าที่ที่ได้กำหนดในรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 จึงเป็นที่มาของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่ต้องเข้าใจว่า กรธ.มีหน้าที่ข้อจำกัด ประเด็นเพราะถูกตั้งมาโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดังนั้น ความเห็นจาก คสช.ก็ต้องฟัง จึงอยู่ภายใต้ข้อนี้ และประสบการณ์จากชุดบวรศักดิ์ ซึ่งร่างแล้วไม่ผ่าน

อย่างไรก็ตาม ความเชื่อส่วนตัวผู้ร่างทั้งหลายมีความหวังและความฝันเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ตามความคิดกรรมการ เพราะประธานคร่ำหวอดด้านกฎหมาย อีกทั้งมีคนเคารพนับถือ ฉะนั้น เชื่อว่าจุดเริ่ม กรธ.การร่างที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัด ก็มีความหวังหาทางออกประเทศ

นิกร เล่าว่า เท่าที่ดูการร่างตั้งแต่ต้น พยายามสร้างอะไรใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา เพราะถ้าไปเอาตามแบบรัฐธรรมนูญเดิม เช่น ปี 2540 แม้เป็นฉบับที่ดี แต่มีปัญหาเรื่องรัฐบาลแข็งเกินไป ขณะที่รัฐธรรมนูญ ปี 2550 รัฐบาลอ่อนเกินไป ก็ไม่พอดี หรือไปร่างตามที่เคยเกิดความผิดพลาดก็คงไม่ทำกัน

“รัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกแบบอะไรใหม่ๆ มาเยอะเหมือนกัน เช่น ระบบวิธีการเลือกตั้งวุฒิ แต่ สว.สังเกตตั้งแต่ต้นไม่ให้มีการเลือกตั้ง เป็นหลักการที่ไม่ให้มีการเลือกตั้งโดยตรง เพราะเลือกตั้งตรงจะทำให้เกิดความสับสนว่าใครเป็นตัวแทนประชาชน และความคิดว่า สว.ดูแลเรื่องกฎหมายเป็นหลักตั้งแต่ต้นของ กรธ. คือ มีหน้าที่จำกัด ไม่มีหน้าที่ถอดถอน เรื่องแต่งตั้งไม่มี แต่มีหน้าที่ตรวจสอบการแต่งตั้ง เพราะมีหน่วยงานเสนอขึ้นมา”

อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ทางพรรคถือว่ามีประสบการณ์ในเรื่องวุฒิฯ ทั้งแบบสรรหา คือแต่งตั้งโดยตรงสมัย รัฐบาลบรรหาร จึงมีบันทึกไปถึงบวรศักดิ์ และชุดมีชัย เหมือนๆ กัน ซึ่งเป็นหลักการที่พรรคชาติไทยพัฒนาเชื่อ คือให้พิจารณาอำนาจวุฒิฯ เพราะเป็นหลักสำคัญ ถ้ามีอำนาจในการกลั่นกรองกฎหมาย ถือว่ามีความเหมาะสมและจำเป็นของวุฒิฯ เพราะกฎหมายใช้บังคับกับประชาชนทั่วไป

ทั้งนี้ ด้วยลำพังสภาไม่ได้ชำนาญเรื่องกฎหมาย แต่รู้จักประชาชนกับปัญหาดีมาก แต่ฝ่ายที่ชำนาญการด้านกฎหมาย จำเป็นต้องมีและควบคู่ทำงานตรงนี้ ช่วยทำงานตั้งแต่เดิม ไม่ใช่สภาพี่เลี้ยง ช่วยกฎหมาย ถ้าแค่นั้นมาจากการแต่งตั้ง หรือสรรหาได้ครบทุกกลุ่มทุกเรื่อง เช่น สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นองค์กรที่มีครบ

นิกร กล่าวว่า ถ้าจะให้เอานักกฎหมายมาก็ไม่เข้าใจเรื่องบริหาร เอานักบริหารมาก็ไม่เข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าเอามาครบก็จะเป็นเรื่องดี จึงได้เสนอไปว่าให้ดูเรื่องอำนาจ ถ้าเป็นในเรื่องกลั่นกรองกฎหมาย มาจากวิธีไหนก็ได้ แต่ถ้ามีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย ให้คุณให้โทษองค์กร คน หรือฝ่ายการเมืองที่มาจากประชาชน ควรต้องเสมอกัน คือ ต้องมาจากการเลือกตั้งเหมือนกันถึงจัดการเรื่องนี้ได้

“ไม่เช่นนั้น มาจากไหนไม่รู้แล้วมากระทบอำนาจที่มาจากประชาชน ซึ่งฝ่ายการเมืองไม่ใช่หวงอำนาจ แต่สิ่งที่ฝ่ายการเมืองได้รับ คือ อำนาจที่ได้จากประชาชน ดังนั้น อำนาจที่มาจัดการฝ่ายการเมืองได้ต้องเป็นอำนาจที่มาจากประชาชนเท่ากัน คือ การเลือกตั้ง”

นอกจากนี้ ยังได้เสนออีกว่าให้เลือกเอาทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่มาแบบครึ่งๆ คือ มาจากเลือกตั้งและสรรหา เพราะจะกลายเป็นปลาสองน้ำ ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีจะกลายเป็นว่าขัดกันเองเป็นการภายใน และไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เห็นว่าแล้วแต่เลือก สะดวกตามความจำเป็น หลักการนี้ยืนมาตลอด

ดังนั้น ข้อเสนอแม่น้ำ 4 สาย ที่เสนอมาว่าให้ สว. 5 ปี มาจากการสรรหา ส่วนตัวมองอำนาจมี 3 อย่าง

1.ให้พิทักษ์รัฐธรรมนูญ คือ ไม่ให้แก้การแก้ต้องถาม สว.ก่อน ประเด็นนี้ ขอเวลา 5 ปี แล้วแก้ไม่ได้ กับร่างเดิมของมีชัย แก้ไม่ได้เลย เพราะรัฐธรรมนูญเดิมพิทักษ์ตัวเองแก้ไม้ได้ แต่ขอ 5 ปีไม่ให้แก้ หลังจากนั้นไปถอดสลัก ค่ายกล ก็ดีกว่าร่างเดิมมีชัย

2.เกี่ยวกับการดูแลการปรับปรุงพัฒนาเป็นหน้าที่ของสภาไหนสภานั้น แต่เรื่องอำนาจที่ให้อำนาจ สว.อภิปรายเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งรัฐธรรมนูญทุกฉบับไม่เคยมีเรื่องนี้ ถือว่าข้ามฟากรุนแรงทำให้เกิดรัฐบาลอ่อนแอมากและเข้มแข็งมาก ซึ่งไม่ดีทั้งสองอย่าง

3.จำนวน สว. 250 มีนัย คือ ไม่ได้สร้างสมดุลแต่เป็นการควบคุม ตรงนี้ถ้ามีอำนาจแบบนั้นจริงเหมือนที่ขอมา ทำให้รัฐบาลที่ไม่ยอม สว.อ่อนแอ อภิปรายวันไหนแพ้วันนั้น

“หากเข้ากัน คือ สว.ไปเข้ากับรัฐบาล การเมืองก็จะเข้มแข็งที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ไม่สามารถอภิปรายได้ แค่ยื่นก็เสียงไม่พอ จะกลายไปเป็นปี 2540 ในอนาคตอาจลุแก่อำนาจไปไกล ดังนั้น การมีอำนาจตรงนี้ เป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว เป็นเรื่องอำนาจข้ามฟาก แล้วจะสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลในอนาคต อีกทั้ง ไม่ใช่ผลดีกับประเทศ ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ตรงนี้แก้ไปไม่ให้มีอำนาจตรงนี้ก็ผ่อนคลาย”

นอกจากนี้ ยังมีอำนาจเพิ่มขึ้นมา คือ แต่งตั้งนายกฯ ไม่มี กรณีเกิดวิกฤตทำอย่างไร คำตอบเดิม เชื่อว่าวิกฤตนี้ไม่มี เพราะประชาชน นักการเมือง พรรคการเมืองเปลี่ยนไป อีกทั้งได้ออกกฎหมายป้องกันไว้หมด เดิม สว. ทาง กรธ.เสนอว่าใช้เหมือนมาตรา 7 คือ ให้ศาลรัฐธรรมนูญ คำตอบไม่มี เกิดความขัดแย้ง แต่ศาลรัฐธรรมนูญลดอำนาจลงเพื่อแก้วิกฤต ทุกอย่างคลี่คลาย แต่เมื่อเกิดวิกฤตทางออกพรรคขัดแย้งเอาคนนอกมาเป็น

นิกร บอกว่า ใน สปท.ได้คุยเรื่องนี้ และเสนอไปในกรรมาธิการ (กมธ.) การเมือง โดยหลักการนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง คือ สส. เพราะมีต้นทุนจากพฤษภาทมิฬ ลืมเรื่องนี้เมื่อไหร่ เกิดความขัดแย้งในแผ่นดิน ถ้ามีปัญหา 1.ให้นายกฯ มาจาก สส.เท่านั้น เป็นบุคลิกการเมืองไทย แต่ถ้ามีวิกฤตให้ใช้เสียง 2 ใน 3 ของเสียงข้างมาก ตั้งไม่ได้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ เพื่อตอบคำถามนี้

ประเด็นต่อมา วิกฤตอื่น รัฐสภา สว. หากมองไปกลไกอื่น เช่น ศาล ถือว่าไม่ใช่ทางออก สว.ที่ กรธ.พบครึ่งทางไม่ให้ตั้งนายกฯ แต่สภามีวิกฤตตั้งไม่ได้ก็ประชุมรัฐสภาใช้เสียงข้างมากเด็ดขาด มีมติไม่ใช่ข้อนี้ของรัฐธรรมนูญ คือ พรรคการเมืองเสนอ และขอให้เชื่อว่า 100% พรรคการเมืองจะเสนอคนของตัวเองเข้ามา เรื่องคนนอกพรรคขนาดเล็กมากๆ ก็ได้เสียง 5% ไม่ถึง 25% ดังนั้นเป็นเรื่องไม่จริง

ข้อเสนอนี้ก็กลับไปให้ สส.เลือก หากเลือกไม่ได้ก็ยุบสภา แต่เรื่องกลไกนี้มาจาก สปท. การที่ สว.มีอำนาจตรงนี้พอฟังได้ แต่ถ้าให้ชอบ ไม่ชอบ แต่ดีกว่าให้ศาลรัฐธรรมนูญไปคิดเอง ที่ให้รัฐสภาเพราะไม่ว่ายังไงสภาก็รับฟังประชาชน ประชาชนสามารถเข้ามาให้ความเห็นได้ ไม่ใช่มุบมิบเรื่องอำนาจ ดังนั้น การให้อำนาจ สว. ในประเด็นนี้ของ กรธ.พอรับได้ เมื่อเทียบกับอันเดิมจึงดีกว่า

นิกร ระบุว่า ถ้าเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ในเรื่องที่มาของ สว. ซึ่ง สว.ปี 2540 มาจากการเลือกตั้งหมด ทำให้ประเด็นเกี่ยวโยงกับฝ่ายการเมืองมีจริง เพราะว่าไปใช้กลไกระบบเลือกตั้งของพรรคการเมือง กลายเป็นสภาซ้อนสภา เป็นตัวแทนประชาชนเหมือนกัน และด้วยธรรมชาติเมื่อไปพิงการเมืองก็เชื่อมกันอัตโนมัติ จนถูกหาว่าเป็นสภาผัวเมีย สว.เป็นของคนนั้นคนนี้

ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่เอาอย่างนั้น คือ มาอย่างละครึ่ง และผลที่เห็นเป็นความขัดแย้งที่สมบูรณ์ เป็นปลาสองน้ำ อยู่กันคนละแบบฝ่ายหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง อีกฝ่ายมาจากการเลือกตั้ง และสิ่งที่ได้มาจาก สว.ปี 2550 งานที่ได้เป็นบวกกับลบพอกัน

ดังนั้น รัฐธรรมนูญปี 2540 มีปัญหาในแบบของมัน แต่เกี่ยวกับการเมือง เพราะเลือกตั้งหนีการเมืองไม่พ้น หัวคะแนนคนเดียว ถึงอย่างไรก็พันๆ กัน

ข่าวล่าสุด

"อนุทิน" แถลง หลังภูมิใจไทยผงาดเบอร์ 1 ลั่นพร้อมน้อมรับคำสั่งประชาชน