"มีชัย" เปิดใจก่อนทิ้งทวน "จะไม่ยอมให้บ้านเมืองกลับไปสู่จุดเดิม"
"จะบอกว่าจะไม่ทำตามคสช.เลยก็ไม่ได้ เพราะมันก็เหมือนกับที่เราทำตามที่ประชาชนเสนอมาถ้ามันมีเหตุมีผล แต่ไม่ได้ทำเพราะเขาบังคับ"
โดย…ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเวลานี้ถนนทุกสายพุ่งตรงที่มาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรธ.เตรียมตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับข้อเสนอปรับปรุงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีจำนวน 3 ข้อ ได้แก่ 1.การให้มีสว.จากสรรหาจำนวน 250 คน 2.ระบบเลือกตั้งสส.ด้วยบัตรเลือกตั้งสองใบ และ3.การงดเว้นการเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีจำนวน 3 คนของพรรคการเมือง
ข้อเสนอทั้งสามข้อที่ออกมาส่งผลให้ "มีชัย ฤชุพันธุ์" ประธานคณะกรธ. กลายเป็นบุคคลที่ถูกจับตามากที่สุด เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาย่อมมีผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในจังหวะนี้โพสต์ทูเดย์ได้มีโอกาสสนทนากับอาจารย์มีชัยถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากการสอบถามถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญที่กรธ.ได้ดำเนินการแก้ไขไปแล้ว
“เราแก้ไป 70-80มาตรา เพิ่มขึ้นมาใหม่อีกสิบกว่ามาตราเพื่อรองรับข้อเสนอแนะที่มาจากทั่วสารทิศ ทั้งชาวบ้าน องค์กร ชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท้องถิ่น สนช. สปท. ครม. พวกนี้ เราก็เอามาพิจารณาและก็ปรับแก้ไขกัน อะไรที่เขาเกิดความกังวลใจ ถ้าแก้ไขได้เราก็แก้เพื่อให้คลายความกังวล เช่น ในเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิเสรีภาพในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทั้งๆที่ความจริงเราเขียนไปแล้วว่าเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่ว่ายังกังวลอยู่ เราก็เลยเพิ่มเป็นสิทธิให้”
“กำลังให้เจ้าหน้าที่รวบรวมข้อมูลเพื่อสรุปว่ากรธ.ได้เพิ่มเนื้อหาในส่วนใดบ้าง เช่น อย่างการกังวลบางเรื่องที่เป็นหน้าที่ของรัฐแล้ว ถ้ารัฐไม่ทำ จะทำอย่างไร เราก็ไปเขียนเพิ่มเลยว่าอะไรที่เป็นหน้าที่ของรัฐแล้วรัฐไม่ทำ ชาวบ้านก็มีสิทธิไปเรียกร้องและฟ้องร้องได้ เป็นต้น เปิดทำทางให้มันสะดวกมากขึ้น เพื่อให้เห็นชัดว่าสิทธิเหล่านี้มันมีจริง”
“เวลานี้ร่างรัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์ประมาณ 80% อย่าไปพูดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีกว่าหรือไม่ดีกว่ารัฐธรรมนูญในอดีต เพราะว่าจะทำให้เกิดข้อโต้แย้งกับคนร่างรัฐธรรมนูญในอดีต เอาเป็นว่าเราได้รวบรวมปัญหาทั้งหลายทั้งปวงที่มันเกิดขึ้นมาจนถึง ณ ปัจจุบัน แล้วก็มาเขียนแก้ไขปัญหาไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนอะไรที่เขาเคยมีเคยได้ เราก็คุ้มครองไว้ เพียงแต่วิธีเขียนใหม่ เพื่อจะทำให้มันกะทัดรัดขึ้น เพื่อเปิดกว้างมากขึ้น ไม่ตายตัว”
การเพิ่มเติมในเรื่องสิทธิประชาชน มีความเหมือนหรือต่างรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 หรือไม่อย่างไร? อ.มีชัย ตอบว่า “เออ...มันวีธีที่เขียนที่แตกต่างกันไป ผมคิดว่าเราเขียนกะทัดรัดกว่าและทำให้มันเป็นผลจริงๆ ไม่ใช่เขียนเป็นสิทธิลอยๆ ยกตัวอย่างง่ายๆที่เคยยก คือ เราเคยเขียนว่าประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร มันก็เป็นสิทธิข้างเดียว คนที่จะให้ข้อมูลข่าวสาร เขาก็ถือว่าถ้าอยากได้ก็มาขอเอา อันไหนคิดว่าให้ได้เขาก็ให้ ถ้าเขาให้ไม่ได้เขาก็ไม่ให้และไปอุทธรณ์กันเอง พอทางนู้นชี้มาว่าให้ได้ และพอได้มาแล้วก็ได้แค่คนเดียว เลยมาคิดว่าเอาใหม่ดีไหม คือ กำหนดเป็นหน้าที่ของรัฐว่าต้องเปิดเผยข้อมูลทุกชนิด แบบนี้คุณก็ไม่ต้องไปขอ ให้เขาเปิดในเว็บไซต์ ใครอยากไปดูก็ไปดู มันก็จะไม่มีใครมีอภิสิทธิ์กว่าใคร มิเช่นนั้น คนบางคนก็ได้ข้อมูลนั้นมาแล้วก็ใช้แต่ประโยชน์ส่วนตน และได้ประโยชน์มากกว่า ส่วนคนอื่นไม่ได้”
จากนั้นการสนทนาจึงเข้าสู่ประเด็นสำคัญอย่างข้อเสนอแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญของคสช. โดยอ.มีชัยอธิบายถึงความเป็นอิสระในการทำงานของกรธ.แม้คสช.จะเป็นผู้แต่งตั้งว่า “ตอนที่ผมรับตำแหน่ง ผมก็ถามเลยว่ามีแมนเดท (Mandate: มอบอำนาจ) อะไรบ้าง ก็ทำมาเป็นสี่ห้าข้อที่ทำให้สื่อมวลชนดูในตอนนั้น และเป็นที่เข้าใจว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องมีความเป็นอิสระในการเขียน”
“ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ารัฐบาลหรือคสช.ไม่ได้เข้ามายุ่งเลย เขาก็ปล่อยเต็มที่ แต่ว่าพอเวลาเราทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ เราก็จะส่งให้ดูเหมือนกับที่ส่งให้คนอื่นดู ท่านก็ปล่อยเต็มที่แล้วแต่ว่าเราจะคิดอย่างไร”
ส่วนมุมมองที่มีต่อข้อเสนอของคสช.นั้นประธานกรธ. เปิดเผยว่า “ถ้ามองในภาพรวมนะครับ ตั้งแต่ตอนที่เราเปิดร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นมามันเกิดสิ่งที่เราไม่คาดหมายขึ้นมาเยอะเลย เพราะว่าเรานึกว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นในทางกฎหมายมันครอบคลุมและคุ้มครองหมดแล้ว แต่เราพบว่าคนทั่วไปมีอะไรหลายอย่างที่ฝังลึกอยู่ในใจและทำให้เกิดความไม่อุ่นใจ ไม่วางใจ ไม่อะไรต่างๆ เราก็ต้องไปแก้ไข ดังนั้น พอคสช.มีหนังสือมา เราก็ไม่ประหลาดใจอะไร เพราะมันโดนมาตั้งแต่ต้นแล้ว"
“คนก็ชอบถามว่าต้องทำให้เขาไหม คำตอบมันก็อย่างเดียวกันที่ชาวบ้านเข้ามา หรืออย่างที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติเข้ามาพบก่อนหน้านี้ที่เห็นว่าตรงนี้อ่านแล้วมันไม่อุ่นใจ จะแก้ไขได้ไหม ผมก็ดูแล้ว เออ ก็ได้ คำไหนหละจะทำให้อุ่นใจ โอเค เอามา ถ้าสภาการหนังสือพิมพ์ฯเป็นผู้บัญชาการทหารบกแล้วมาพูดอย่างนี้ พวกคุณจะว่าอย่างไร ถึงเวลามาบอกว่าผมถูกข่มขู่ใช่หรือไม่ แต่ผมเองไม่ได้รู้สึกว่าถูกข่มขู่ ผมก็คุยกับเขาเท่านั้น”
โจทย์ที่คสช.ให้มาถือว่าช้าเกินไปสำหรับการทำงานของกรธ. ถ้าคสช.ให้มาก่อนหน้านี้จะดีกว่านี้หรือไม่? ประธานกรธ. ตอบว่า "มันก็เหมือนกัน ก็ยังอยู่ในวิสัยที่ยังทำได้ เพียงแต่ว่าอาจจะต้องทำงานหนักขึ้นหน่อยเท่านั้น ช่วงเวลามันเลยกระชั้นนิดนึง คือ แทนที่เราจะได้เปิดฟังคนทั่วไป หรือไปทำโพลอะไรต่ออะไร มันก็ทำไม่ได้ ก็ได้แต่เว้นช่วงไว้ 3-4 วัน แล้วไปคิดและไปสดับตรับฟังคนเขาว่าอย่างไรกันบ้าง
ข้อเสนอของคสช.ถูกวิจารณ์ค่อนข้างมาก ตรงนี้จะพิจารณาอย่างไร? ประธานกรธ. ตอบว่า “คนไประแวง ทำไมไม่คิดว่าเขาก็เป็นสเตคโฮลเดอร์ (stakeholder : ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) คนหนึ่งเหมือนกับคนทั้งประเทศ เพียงแต่เขาเป็นสเตคโฮลเดอร์ที่ใหญ่กว่าเพราะว่าเขารับผิดชอบประเทศ ถ้าเราทำความเข้าใจให้ได้อย่างนี้ มันก็ไม่มีอะไรที่น่าแปลกใจหรือน่าประหลาดใจ เพราะว่าเขาก็เสนอมา เราก็พิจารณา ใครเสนอมาเราก็พิจารณา เพียงแต่ 3 ข้อที่เขาเสนอมามันเจาะจงกว่า ถามว่าเขาทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาไหม ก็ตอบว่าใช่ แล้วคนอื่นหละ ก็ใช่ ทุกคนทำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งนั้นเลย”
แต่ข้อเสนอของคสช.ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักกว่าข้อเสนอของคณะอื่น? อ.มีชัย อธิบายว่า “ใช่ เพราะว่าเขาเป็นที่เปิดเผย เวลาคุณมาเสนอมาให้แก้ไขอะไร ผมก็ไม่ได้เปิดให้ใครฟัง หรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ.มายื่นข้อเสนอ ผมก็ไม่ได้เปิดเผย สาเหตุที่เปิดเผยข้อเสนอของคสช.และครม.เพราะว่ามันเป็นที่กังขาของคน แล้วก็ถ้าไม่เปิดเผยคนจะคิดอะไรไปต่างๆนานา เลยคิดว่าเปิดให้ดูเลยว่าเขาเสนออย่างนี้”
เวลาคสช.จะประสานงานมายังกรธ.จะดำเนินการเป็นการภายใน หรือเป็นเจตนาของอาจารย์ที่ต้องการให้คสช.มีหนังสือมาโดยตรง? ประธานกรธ. บอกว่า ตอนที่เขานัดประชุมหารือแม่น้ำ 4 สายก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าถ้าผมไป และผมถูกทำทันทีทันใดว่าได้หรือไม่ได้ ผมจะลำบาก เพราะว่าถ้าผมไปแล้วตอบไม่ได้มันจะดูกระไรอยู่ หรือไปตอบเข้า อีก 20 คนเขาจะว่าอย่างไรผมก็ไม่รู้ ดังนั้น ผมคิดว่าเอาอย่างนี้ดีกว่า ตอนนั้นเขาบอกว่าจะหารือเรื่องนี้ ผมก็บอกว่าอย่าให้ผมไปเลย เมื่อตกลงอย่างไรก็ขอให้มีหนังสือมาแล้วกัน อันนี้เป็นที่มาของการมีหนังสือมา
การเปิดข้อเสนอคสช.แบบนี้ ไม่กลัวว่าถ้ากรธ.ไปทำตามข้อเสนอทั้งหมด จะถูกกล่าวหากรธ.ทำตามคสช.? อ.มีชัย กล่าวว่า “ถ้ามันมีเหตุผลที่จะต้องทำก็ทำ ก็เหมือนกับที่คนอื่นเขาเข้ามา ทำไมไม่สงสัยบ้าง บางคนพูดมาด้วยว่าถ้าไม่แก้ให้จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วย มาคนเดียวก็ยังขู่เลย”
คนอื่นที่เสนอเข้ามาไม่มีอำนาจ แต่คสช.มีอำนาจ ทำให้ดูเหมือนสามารถสั่งกรธ.ได้? อาจารย์มีชัย มีรอยยิ้มและตอบออกมาว่า “ถ้าเขาคิดว่าเขามีอำนาจจริง เขาไม่เขียนหนังสืออย่างนี้หรอก เขาก็คงเขียนมาว่าจึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ แต่ว่าจริงๆเขียนมาว่าจึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา เขาก็รู้ว่าเขาก็ไม่ได้สั่ง ไม่ได้อะไร”
“ร่างรัฐธรรมนูญที่กรธ.วางหลักการมา ก็เท่าที่สติปัญญาของคน 21 คนจะคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนี้ เราก็มองในแง่มุมของคน 21 คน แต่คสช.อาจจะมองในอีกแง่มุมหนึ่งในแง่ของความมั่นคงและความสืบเนื่องอะไรก็แล้วแต่ เราก็ต้องพิจารณา คือ ใครเสนออะไรมาเราก็ต้องพิจารณาอยู่แล้ว”
อาจารย์มีชัย ยอมรับว่า "เราอาจจะไม่ถนัดในเรื่องความมั่นคง เราอาจไม่รู้ตื้นลึกหนาบางมากพอ ก็เป็นธรรมดา เพราะพวกเราส่วนใหญ่เป็นพลเรือน มีทหารอยู่ 3 คน เป็นทหารกึ่งพลเรือนด้วย เพราะมาจากกรมพระธรรมนูญ ไม่ได้มาจากทหารรบ ก็อาจจะมองไม่เท่ากัน”
“ทีนี้ผมอยากให้ทุกคนทำใจอย่างนี้นะครับว่าทำไมคนทั้งประเทศถึงมีสิทธิมาบอกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าให้แก้อย่างโน้น ให้เขียนอย่างนี้ แล้วทุกคนก็บอกว่าต้องฟังนะ แล้วทำไมพอคสช.เขาเขียนมาบอกแล้วจะไปกังวลทำไม”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคสช.จะมีอำนาจทางกฎหมาย แต่ในทัศนะของอาจารย์มีชัยกลับมองว่าประชาชนต่างหากที่เป็นอำนาจที่แท้จริง ในฐานะผู้ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
“อำนาจจริงมันอยู่ที่ประชาชน เพราะประชาชนจะเป็นคนลงคะแนนประชามติ เวลาที่เราแก้อะไรให้กับชาวบ้านที่เสนอมา เราก็นึกถึงว่าเออเวลาลงไปประชามติเขาจะได้ลงได้สนิทใจ เราก็นึกถึงอย่างนั้นอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นผมว่าอย่าไปกังวลอะไรมันมากเลยครับ ก็รอดูไปก่อน เวลาที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้วก็คงจะออกมาบอกว่าแก้เรื่องนี้เพราะอย่างนี้และบอกเหตุผลให้ฟัง”
“ขอให้มั่นใจว่ากรธ.จะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลตามสภาพความจำเป็นของบ้านเมือง คือ กรธ.ก็ตระหนักอยู่ในใจว่าเป็นคนไทยคนหนึ่งที่เราจะไม่ยอมให้บ้านเมืองกลับไปสู่จุดเดิม มีทางใดที่เราจะทำได้ เราก็ทำ เพราะฉะนั้น วางใจได้ว่าเราจะคิดด้วยเหตุด้วยผลบนผลประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นหลัก”
แสดงว่าการที่คสช.ตั้งกรธ.มาจะไม่มีผลต่อการพิจารณาของกรธ.? ประธานกรธ. ระบุว่า “จะบอกว่าจะไม่ทำตามคสช.เลยก็ไม่ได้ เพราะมันก็เหมือนกับที่เราทำตามที่ประชาชนเสนอมา ถ้ามันมีเหตุมีผล แต่ไม่ได้ทำเพราะเขาบังคับ เราก็ต้องคิดด้วยเหตุด้วยผลของเรา”
ถึงจะเผชิญกับแรงกดดันในการพิจารณา แต่อาจารย์มีชัยยอมรับว่าอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ โดยเชื่อว่าบรรยากาศทางการเมืองจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนพอสมควร
"เราก็ต้องทำให้มันไปถึงจุดนั้น แต่จะมาตอบมั่นใจว่าจะผ่านประชามติหรือไม่มั่นใจ เดี๋ยวคุณก็ไปพาดหัวว่ามีชัยโว และแม้ว่าคนจะไม่อ่านร่างรัฐธรรมนูญหรืออารมณ์ของประชาชนหรือบรรยากาศทางการเมืองมีผลบ้างแต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราไปชี้แจงให้เขาเข้าใจและเห็นคุณประโยชน์มากน้อยแค่ไหน"
สุดท้าย ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานที่มาจากข้อเสนอของคสช. อาจารย์มีชัย ยืนยันว่า ไม่ได้รู้สึกเครียดเมื่อเทียบกับการพิจารณาเนื้อหาที่เกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศที่มีข้อเสนอเข้ามายังกรธ.จำนวนมาก และคิดว่าหลังจากนี้จะไม่รับทำหน้าที่เขียนรัฐธรรมนูญอีกแล้ว
“ควรให้คนรุ่นใหม่มานั่งทำกันบ้าง และจริงๆผมก็ทิ้งไปนานแล้วนะทวน” คำพูดส่งท้ายของอาจารย์มีชัย


