สั่งเหมืองตะกั่วชดใช้กว่า36ล.กะเหรี่ยงคลิตี้

ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้นให้ บริษัทตะกั่วจ่าย กว่า 36 ล้านคดีกะเหรี่ยงคลิตี้ล่าง 151 คนฟ้อง
 
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลจังหวัดกาญจนบุรี นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ พร้อมกับชาวบ้านคลิตี้ รวม 4 คน โดยมี นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงพัฒนา จังหวัดกาญจนบุรี นางภินันทน์ โชติรสเศรณี ประธานกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ พร้อมด้วยทีมทนายความจากสภาทนายความ เดินทางมาร่วมรับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อม หมายเลขดำที่ พ 2659/50 เลขแดงที่ 1290/53 ในคดีที่ นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ต.นาสวน อ.ศรีสวัสดิ์ พร้อมกับชาวบ้านคลิตี้ รวม 151 คน เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท ตะกั่วคอนเซนเตรทส์ กับพวกรวม 7 คน จำเลย ข้อหาหรือฐานความผิดละเมิดตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2550 เรียกค่าเสียหายทั้งสิ้น 1,041,952,000 บาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ทั้งในน้ำและตะกอนดิน จากการทำเหมืองแร่และโรงแต่งแร่ตะกั่วของบริษัทฯ มาเป็นเวลากว่า 14 ปี ซึ่งเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ศาลจังหวัดกาญจนบุรีมีคำพิพากษาตัดสินให้บริษัทเจ้าของโรงแต่งแร่กับพวกรวม 7 คน ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้กับชาวกะเหรี่ยงบ้านคลิตี้ล่าง เป็นเงินรวมกันทั้งสิ้น 36,050,000 บาท และให้ดำเนินการขจัดมลพิษที่เกิดขึ้นให้หมดสิ้นไป หากไม่ยอมดำเนินการ ให้ชาวบ้านมีอำนาจดำเนินการเอง โดยบริษัทฯ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ซึ่งจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ โดยมีตัวแทนฝ่ายจำเลยมาร่วมรับฟังคำพิพากษาในคดีด้วย

ต่อมา น.ส.นันทวัน เจริญศักดิ์ นายสงวนศักดิ์ กิมเอ็ง ผู้พิพากษา ได้ออกนั่งบัลลังก์ที่8 โดยได้อ่านคำพิพากษาว่า เห็นพ้องตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าโจทย์ทั้ง 150 คน ซึ่งเสียชีวิตไป 1 คน มีอำนาจฟ้อง คดียังอยู่ในอายุความ ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยทั้ง 7 จริง และจำเลยทั้ง7 ได้มีส่วนในการปล่อยกากของเสียจากกิจการโรงแต่งแร่ลงสู่ลำห้วยคลิตี้ ซึ่งเป็นลำห้วยเดียวที่โจทก์ใช้ในการดำเนินชีวิต เห็นพ้องที่ให้จำเลยทั้ง 7 ร่วมกันจ่ายค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ทั้ง 150 คน เป็นเงินรวม 36,050,000 บาท แต่ให้ยกคำขอของโจทก์ทั้ง 150 ราย ที่ให้บังคับจำเลยทั้ง 7 ร่วมกันแก้ไขฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ โดยนำสารตะกั่วที่ตกค้างอยู่ออกไปให้หมด เพื่อให้ลำห้วยคลิตี้สะอาดปราศจากสารตะกั่ว โดยให้จำเลยทั้ง 7 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และให้กรมควบคุมมลพิษเป็นผู้ตรวจสอบและดูแล โดยให้เหตุผลว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 69 ไม่ได้บัญญัติให้สิทธิ์โจทก์มีอำนาจขอให้บังคับจำเลย ร่วมกันแก้ไขฟื้นฟูลำห้วยคลิตี้ได้

คุณสามารถอ่านข่าวย้อนหลังทั้งหมดได้ เพียงสมัครสมาชิกพรีเมียม

สมัครสมาชิกพรีเมียม

คำอธิบายเพิ่มเติม เนื่องจากระบบอีเมล์หรือบริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (เช่น Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (เช่น Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับการโพส URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับได้ ทีมงานโพสต์ทูเดย์ดอทคอมจึงทำ URL ย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ ในเว็บนี้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์ได้ทันที ประโยชน์ของ URL ภาษาไทย

  1. คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้ ?

  2. คุณ saranea: 07 ก.พ. 2555 ,20:10 น.

    การต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ เสรีภาพ ของชาวบ้าน ของคนงาน มักจะใช้เวลานานนนนนนมาก ผิดกับที่นายทุน นายจ้าง ฟ้องร้องดำเนินคดีมักจะรวดเร็วเสมอ ความเสมอภาคของขบวน การยุติธรรมในเมืองไทยเป็นแบบนี้หรือ สิบสี่ปีของคลิตี้เท่ากับของผู้ป่วยจากฝุ่นฝ้ายโรงงาน ทอผ้าและมลพิษโรงไฟฟ้าแม่เมาะ