11 มีนาคม 2553 เวลา 22:47 น.วิเคราะห์ » ต่างประเทศ



ปัจจัยเสี่ยงไม่ได้มีแค่ฟองสบู่ จับตา 2010 ค้าโลกแข่งเดือด

09 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 14:03 น.

สงครามการค้าเริ่มขึ้นแล้ว ถ้าตั้งรับไม่ทันมีหวังตกขบวน เศรษฐกิจชาติไม่ต้องฟื้น

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เหล่ากูรูเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจส่วนใหญ่ทั่วโลก เชื่อมั่นว่าปี 2010 นี้ จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้แข็งแกร่งมากขึ้น ปัญหาที่ต้องจับตาก็มีอยู่เพียงสองเรื่องหลักๆ คือ ความเสี่ยงฟองสบู่สินทรัพย์ในจีน และภาวะหนี้จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในฝั่งยุโรป

ทว่า ดูเหมือนหลายฝ่ายจะมองข้ามประเด็นสำคัญอีก ทั้งที่เป็นประเด็นกันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และยังร้อนแรงต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

“สงครามการค้า...!”

เพียงแค่สัปดาห์ที่แล้วเพียงสัปดาห์เดียว องค์การการค้าโลก (WTO) ก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากข้อพิพาททางการค้าทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคีกันอย่างไม่หวาดไม่ไหว ขณะที่สงครามการค้าทวิภาคีที่ตอบโต้กันและกัน โดยไม่ต้องผ่าน WTO ก็ยังดุเดือดไม่แพ้กัน เห็นได้จากกรณีล่าสุดที่จีนรุกกลับสหรัฐด้วยการขึ้นภาษีเนื้อไก่แช่แข็ง

ดุเดือดจนนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเริ่มหันมากังวลและตั้งข้อสังเกตกันแล้วว่า วิกฤตการณ์เศรษฐกิจถดถอยครั้งรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่ Great Depression จะฉุดให้สถานการณ์การค้าโลก หวนกลับไปสู่ยุคของการ “กีดกันทางการค้า” ในช่วงปี 1930s

WTO ด่านสุดท้ายก่อนเปิดสงคราม

ภายในสัปดาห์ที่แล้ว มีการยื่นเรื่องข้อพิพาททางการค้าต่างๆ เข้าสู่ WTO เพื่อหาทางไกล่เกลี่ยกันให้ได้ในกรอบเวทีพหุภาคีแห่งนี้ ส่วนใหญ่เป็นความเห็นที่ไม่ลงรอยกันในเชิงเทคนิค อาทิ การตีความเรื่องการอุดหนุนสินค้าส่งออกนอกโควตา หรือกรณีที่สหรัฐใช้การคำนวณอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ที่รู้จักกันดีในชื่อ Zeroing เพราะไทยเองก็เคยร้องเรียนเรื่องนี้ไปยัง WTO มาแล้วในกรณีสินค้าพลาสติก

 

ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด และล่าสุดมีอยู่ 4 กรณีด้วยกันคือ

1.คำร้องจากประเทศไทย บราซิล และออสเตรเลีย ซึ่งร้องขอให้สหภาพยุโรป (อียู) เพิกถอนแผนการที่จะส่งออกน้ำตาลนอกโควตาอีกกว่า 5 แสนตัน จากโควตาที่ตกลงกันไว้ใน WTO ที่ราว 1.2 ล้านตัน ในกรณีนี้หากไม่สามารถตกลงกันได้ ทั้งสามชาติอาจยื่นฟ้องอียูทุ่มตลาด เหมือนกับที่เคยชนะมาแล้วก่อนหน้านี้

2.คำร้องจากประเทศเวียดนาม กรณีที่ถูกสหรัฐตัดสินว่ากุ้งส่งออกของเวียดนามเป็นการทุ่มตลาด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เวียดนามยื่นเรื่องข้อพิพาททางการค้า นับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกของ WTO ในปี 2007

3.คำร้องจากอียูที่ขอออกมาตรการตอบโต้สหรัฐ ด้วยการยื่นเรื่องเตรียมปรับสหรัฐ เป็นเงินปีละ 311 ล้านเหรียญสหรัฐ ฐานไม่ยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบของ WTO โดยยังคงดื้อใช้มาตรการภาษี Zeroing อยู่

4.คำร้องจากจีน กรณีพิพาทเรื่องภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดรองเท้ากับอียู

3 ข้อพิพาทจาก 4 กรณีข้างต้นนี้ ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อพิพาทการค้าสุดฮิตที่เกิดขึ้นมากที่สุดเรื่องหนึ่งในโลก และยังเป็นเรื่องอ่อนไหวสูงเพราะเกี่ยวพันกับเรื่องงานในแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นพิพาทสำคัญเรื่องการอุดหนุน (Subsidy) ซึ่งมีตั้งแต่ค่ายเอกชนขนาดกลาง ไปจนถึงเอกชนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลทุ่มสุดตัว อาทิ กรณีระหว่างโบอิ้ง แอร์บัส ซึ่งส่วนใหญ่จะมีรัฐบาลสหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องเกือบทุกกรณี ทั้งส่วนที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอง หรือเป็นจำเลยถูกคนอื่นฟ้อง

ล้วนแล้วแต่สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า สถานการณ์ของการค้าโลก ซึ่งเป็นแหล่งเงินมหาศาลของแต่ละประเทศในยามที่การลงทุนชะงักงันนั้น จะต้องฟาดฟันกันหนักหน่วงแค่ไหนหลังจากนี้ไป

กรณีพิพาทการค้ายังไม่ได้มีให้เห็นแค่ใน WTO เท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายประเทศที่เลือกจะใช้วิธี “ตอบโต้กันเอง” โดยไม่ต้องผ่านช่องทางขององค์การการค้าโลก แต่หันมางัดมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดของตนเองเข้าห้ำหั่นกันแทน

ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดหนีไม่พ้นกรณีของ “สหรัฐจีน” สองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เริ่มงัดข้อทางเศรษฐกิจกันแรงมากขึ้นในปีนี้

อาจกล่าวได้ว่าสหรัฐเป็นผู้จุดประเด็นดังกล่าวขึ้นมากับสินค้าตัวแรก “ยางรถยนต์” เมื่อเดือนก.ย. ในปีที่แล้ว โดยรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ซึ่งถึงทางตันกับปัญหาการว่างงานแบบไร้ทางเยียวยา อนุมัติให้มีการขึ้นภาษียางรถยนต์นำเข้าจากจีนภายใต้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด ปีแรกเพิ่มจาก 4% เป็น 35% ก่อนจะลดลงมาเหลือ 30% ในปีที่ 2 และ 25% ในปีที่ 3

หากจบลงเพียงแค่ยางรถยนต์ ความตึงเครียดก็อาจไม่ขยายวงลามออกไปมากนัก ทว่ารัฐบาลสหรัฐยังคงเดินหน้าใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับสินค้าเมดอินไชนาตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยตามมาด้วย “ท่อเหล็กขนส่งน้ำมัน” ในเดือนพ.ย. สหรัฐประกาศตั้งกำแพงภาษีท่อเหล็กนำเข้าจากจีนหลายระดับถึงเพดานสูงสุด 99% โดยสหรัฐได้นำเข้าท่อเหล็กจากจีนถึงปีละ 2,630 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.67 หมื่นล้านบาท)

 

การเดินหน้ามาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และการกดดันกระทุ้งจีนอีกหลายประเด็นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เงินหยวน เสรีภาพบนโลกไซเบอร์กับกรณีกูเกิล การค้าอาวุธกับไต้หวัน ไปจนถึงล่าสุดที่เตรียมเปิดบ้านรับการเดินทางเยือนขององค์ดาไลลามะ ผู้นำจิตวิญญาณพลัดถิ่นของชาวทิเบต ทำให้จีนไม่รีรอที่จะเปิดฉากตอบโต้เช่นกัน

ประเดิมกันที่สินค้า “ไก่แช่แข็งส่งออก” จากสหรัฐ ที่จีนเพิ่งประกาศขึ้นกำแพงภาษีภายใต้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา งานนี้บริษัทอเมริกัน โดนกันไปถ้วนหน้าตั้งแต่ระดับต่ำสุด 43.1% ไปจนถึงสูงสุดที่ 105.4% มีผลตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. ก่อนวันแห่งความรัก 1 วัน

แม้บางฝ่ายจะมองว่าเป็นเพียงการทะเลาะกันแบบ “เบาะๆ” เมื่อเทียบกับมูลค่าการค้าทวิภาคีโดยรวมที่มหาศาลกว่าหลายเท่า ทว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือ การตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เช่นนี้จะยังไม่จบลงง่ายๆ และอาจขยายวงต่อเนื่องไปยังสินค้าอื่นๆ จนกระทบในวงกว้าง

ที่รอคิวอยู่แล้วในขณะนี้ คือ ชิ้นส่วนยานยนต์นำเข้าจากสหรัฐ ที่จีนเปิดการไต่สวนเรื่องการทุ่มตลาดไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ขณะที่ฝ่ายสหรัฐก็ยังเหลือสินค้าจีนในคิวอีกหลายตัวเหมือนกัน อาทิ ท่อทองแดงและผ้าห่มไฟฟ้า ซึ่งตัวแรกนั้นฝ่ายผู้ประกอบการอเมริกันเสนอให้ตั้งกำแพงภาษีกันสูงถึง 60.5% เลยทีเดียว
งานนี้อาจมีสิทธิได้เห็นการตอบโต้กันตามมาอีก หากพิจารณาถึงสถานการณ์โดยรอบของสหรัฐและจีนในวันนี้

ฝ่ายสหรัฐซึ่งยังแก้ไม่ตกเรื่องปัญหาการว่างงานและงบประมาณขาดดุล ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนจะใช้การส่งออก (บนพื้นฐานเหรียญสหรัฐอ่อนค่า) กระตุ้นการสร้างงานในประเทศ พร้อมกระทุ้งจีนอย่างเต็มปากเต็มคำล่าสุดให้ลอยค่าเงินหยวนมากขึ้น ปล่อยให้คนอื่นมีโอกาสลืมตาอ้าปากกับตลาดส่งออกบ้างเสียที

วินาทีนี้แม้จีนจะเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐและมีอำนาจเงินตรามากที่สุด ชนิดที่ใครก็อยากจีบร่วมทำการค้าและการลงทุน แต่อย่าลืมว่ารัฐบาลต่างๆ ก็มีหน้าที่ต้องหาเงินเข้ากระเป๋าให้ได้มากที่สุด และต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชน ก่อนลามเป็นปัญหาการเมืองระดับชาติเหมือนกัน เราจึงได้เห็นรัฐบาลโอบามาเริ่มขยับท่าที ออกลายตามแบบฉบับเดโมแครตกับจีนในช่วงนี้

แน่นอนว่าสมมติฐานการคาดการณ์ดังกล่าว ก็อยู่ในกรณีของฝั่งยุโรปด้วย ซึ่งส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า 2553 นี้ ต้องมีการสะสางการค้าที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายแน่ แถมปัจจุบันปัญหาหนี้ของหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มส่งกลิ่น “เน่า” มาเป็นระยะๆ

ส่งสัญญาณชัดเจนขนาดนี้ แถมสถานการณ์รอบข้างบีบบังคับซะขนาดนั้น ใครจะอินโนเซนต์มองว่ายังไม่ใช่ปัญหา คงต้องหยิกตัวเองให้ตื่นขึ้นสักหน่อย

สงครามการค้าเริ่มขึ้นแล้ว ถ้าตั้งรับไม่ทันมีหวังตกขบวน เศรษฐกิจชาติไม่ต้องฟื้น...!

  1. คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้ ?

โพลออนไลน์

จะมีการยุบสภาเกิดขึ้นหรือไม่ภายในปี2553นี้

  • 62.6%

  • 37.4%