03 กันยายน 2553 เวลา 13:40 น.วิเคราะห์ » ต่างประเทศ

ปัจจัยเสี่ยงไม่ได้มีแค่ฟองสบู่ จับตา 2010 ค้าโลกแข่งเดือด

สงครามการค้าเริ่มขึ้นแล้ว ถ้าตั้งรับไม่ทันมีหวังตกขบวน เศรษฐกิจชาติไม่ต้องฟื้น

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เหล่ากูรูเศรษฐศาสตร์และนักธุรกิจส่วนใหญ่ทั่วโลก เชื่อมั่นว่าปี 2010 นี้ จะเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวได้แข็งแกร่งมากขึ้น ปัญหาที่ต้องจับตาก็มีอยู่เพียงสองเรื่องหลักๆ คือ ความเสี่ยงฟองสบู่สินทรัพย์ในจีน และภาวะหนี้จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในฝั่งยุโรป

ทว่า ดูเหมือนหลายฝ่ายจะมองข้ามประเด็นสำคัญอีก ทั้งที่เป็นประเด็นกันมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และยังร้อนแรงต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้

“สงครามการค้า...!”

เพียงแค่สัปดาห์ที่แล้วเพียงสัปดาห์เดียว องค์การการค้าโลก (WTO) ก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากข้อพิพาททางการค้าทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคีกันอย่างไม่หวาดไม่ไหว ขณะที่สงครามการค้าทวิภาคีที่ตอบโต้กันและกัน โดยไม่ต้องผ่าน WTO ก็ยังดุเดือดไม่แพ้กัน เห็นได้จากกรณีล่าสุดที่จีนรุกกลับสหรัฐด้วยการขึ้นภาษีเนื้อไก่แช่แข็ง

ดุเดือดจนนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเริ่มหันมากังวลและตั้งข้อสังเกตกันแล้วว่า วิกฤตการณ์เศรษฐกิจถดถอยครั้งรุนแรงที่สุด นับตั้งแต่ Great Depression จะฉุดให้สถานการณ์การค้าโลก หวนกลับไปสู่ยุคของการ “กีดกันทางการค้า” ในช่วงปี 1930s

WTO ด่านสุดท้ายก่อนเปิดสงคราม

ภายในสัปดาห์ที่แล้ว มีการยื่นเรื่องข้อพิพาททางการค้าต่างๆ เข้าสู่ WTO เพื่อหาทางไกล่เกลี่ยกันให้ได้ในกรอบเวทีพหุภาคีแห่งนี้ ส่วนใหญ่เป็นความเห็นที่ไม่ลงรอยกันในเชิงเทคนิค อาทิ การตีความเรื่องการอุดหนุนสินค้าส่งออกนอกโควตา หรือกรณีที่สหรัฐใช้การคำนวณอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ที่รู้จักกันดีในชื่อ Zeroing เพราะไทยเองก็เคยร้องเรียนเรื่องนี้ไปยัง WTO มาแล้วในกรณีสินค้าพลาสติก

 

ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด และล่าสุดมีอยู่ 4 กรณีด้วยกันคือ

1.คำร้องจากประเทศไทย บราซิล และออสเตรเลีย ซึ่งร้องขอให้สหภาพยุโรป (อียู) เพิกถอนแผนการที่จะส่งออกน้ำตาลนอกโควตาอีกกว่า 5 แสนตัน จากโควตาที่ตกลงกันไว้ใน WTO ที่ราว 1.2 ล้านตัน ในกรณีนี้หากไม่สามารถตกลงกันได้ ทั้งสามชาติอาจยื่นฟ้องอียูทุ่มตลาด เหมือนกับที่เคยชนะมาแล้วก่อนหน้านี้

2.คำร้องจากประเทศเวียดนาม กรณีที่ถูกสหรัฐตัดสินว่ากุ้งส่งออกของเวียดนามเป็นการทุ่มตลาด ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่เวียดนามยื่นเรื่องข้อพิพาททางการค้า นับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกของ WTO ในปี 2007

3.คำร้องจากอียูที่ขอออกมาตรการตอบโต้สหรัฐ ด้วยการยื่นเรื่องเตรียมปรับสหรัฐ เป็นเงินปีละ 311 ล้านเหรียญสหรัฐ ฐานไม่ยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบของ WTO โดยยังคงดื้อใช้มาตรการภาษี Zeroing อยู่

4.คำร้องจากจีน กรณีพิพาทเรื่องภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดรองเท้ากับอียู

3 ข้อพิพาทจาก 4 กรณีข้างต้นนี้ ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในข้อพิพาทการค้าสุดฮิตที่เกิดขึ้นมากที่สุดเรื่องหนึ่งในโลก และยังเป็นเรื่องอ่อนไหวสูงเพราะเกี่ยวพันกับเรื่องงานในแต่ละประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นพิพาทสำคัญเรื่องการอุดหนุน (Subsidy) ซึ่งมีตั้งแต่ค่ายเอกชนขนาดกลาง ไปจนถึงเอกชนขนาดใหญ่ที่รัฐบาลทุ่มสุดตัว อาทิ กรณีระหว่างโบอิ้ง แอร์บัส ซึ่งส่วนใหญ่จะมีรัฐบาลสหรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องเกือบทุกกรณี ทั้งส่วนที่เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเอง หรือเป็นจำเลยถูกคนอื่นฟ้อง

ล้วนแล้วแต่สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่า สถานการณ์ของการค้าโลก ซึ่งเป็นแหล่งเงินมหาศาลของแต่ละประเทศในยามที่การลงทุนชะงักงันนั้น จะต้องฟาดฟันกันหนักหน่วงแค่ไหนหลังจากนี้ไป

กรณีพิพาทการค้ายังไม่ได้มีให้เห็นแค่ใน WTO เท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายประเทศที่เลือกจะใช้วิธี “ตอบโต้กันเอง” โดยไม่ต้องผ่านช่องทางขององค์การการค้าโลก แต่หันมางัดมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดของตนเองเข้าห้ำหั่นกันแทน

ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดหนีไม่พ้นกรณีของ “สหรัฐจีน” สองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่เริ่มงัดข้อทางเศรษฐกิจกันแรงมากขึ้นในปีนี้

อาจกล่าวได้ว่าสหรัฐเป็นผู้จุดประเด็นดังกล่าวขึ้นมากับสินค้าตัวแรก “ยางรถยนต์” เมื่อเดือนก.ย. ในปีที่แล้ว โดยรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ของสหรัฐ ซึ่งถึงทางตันกับปัญหาการว่างงานแบบไร้ทางเยียวยา อนุมัติให้มีการขึ้นภาษียางรถยนต์นำเข้าจากจีนภายใต้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด ปีแรกเพิ่มจาก 4% เป็น 35% ก่อนจะลดลงมาเหลือ 30% ในปีที่ 2 และ 25% ในปีที่ 3

หากจบลงเพียงแค่ยางรถยนต์ ความตึงเครียดก็อาจไม่ขยายวงลามออกไปมากนัก ทว่ารัฐบาลสหรัฐยังคงเดินหน้าใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดกับสินค้าเมดอินไชนาตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยตามมาด้วย “ท่อเหล็กขนส่งน้ำมัน” ในเดือนพ.ย. สหรัฐประกาศตั้งกำแพงภาษีท่อเหล็กนำเข้าจากจีนหลายระดับถึงเพดานสูงสุด 99% โดยสหรัฐได้นำเข้าท่อเหล็กจากจีนถึงปีละ 2,630 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.67 หมื่นล้านบาท)

 

การเดินหน้ามาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และการกดดันกระทุ้งจีนอีกหลายประเด็นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เงินหยวน เสรีภาพบนโลกไซเบอร์กับกรณีกูเกิล การค้าอาวุธกับไต้หวัน ไปจนถึงล่าสุดที่เตรียมเปิดบ้านรับการเดินทางเยือนขององค์ดาไลลามะ ผู้นำจิตวิญญาณพลัดถิ่นของชาวทิเบต ทำให้จีนไม่รีรอที่จะเปิดฉากตอบโต้เช่นกัน

ประเดิมกันที่สินค้า “ไก่แช่แข็งส่งออก” จากสหรัฐ ที่จีนเพิ่งประกาศขึ้นกำแพงภาษีภายใต้มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา งานนี้บริษัทอเมริกัน โดนกันไปถ้วนหน้าตั้งแต่ระดับต่ำสุด 43.1% ไปจนถึงสูงสุดที่ 105.4% มีผลตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. ก่อนวันแห่งความรัก 1 วัน

แม้บางฝ่ายจะมองว่าเป็นเพียงการทะเลาะกันแบบ “เบาะๆ” เมื่อเทียบกับมูลค่าการค้าทวิภาคีโดยรวมที่มหาศาลกว่าหลายเท่า ทว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือ การตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน เช่นนี้จะยังไม่จบลงง่ายๆ และอาจขยายวงต่อเนื่องไปยังสินค้าอื่นๆ จนกระทบในวงกว้าง

ที่รอคิวอยู่แล้วในขณะนี้ คือ ชิ้นส่วนยานยนต์นำเข้าจากสหรัฐ ที่จีนเปิดการไต่สวนเรื่องการทุ่มตลาดไปตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ขณะที่ฝ่ายสหรัฐก็ยังเหลือสินค้าจีนในคิวอีกหลายตัวเหมือนกัน อาทิ ท่อทองแดงและผ้าห่มไฟฟ้า ซึ่งตัวแรกนั้นฝ่ายผู้ประกอบการอเมริกันเสนอให้ตั้งกำแพงภาษีกันสูงถึง 60.5% เลยทีเดียว
งานนี้อาจมีสิทธิได้เห็นการตอบโต้กันตามมาอีก หากพิจารณาถึงสถานการณ์โดยรอบของสหรัฐและจีนในวันนี้

ฝ่ายสหรัฐซึ่งยังแก้ไม่ตกเรื่องปัญหาการว่างงานและงบประมาณขาดดุล ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนจะใช้การส่งออก (บนพื้นฐานเหรียญสหรัฐอ่อนค่า) กระตุ้นการสร้างงานในประเทศ พร้อมกระทุ้งจีนอย่างเต็มปากเต็มคำล่าสุดให้ลอยค่าเงินหยวนมากขึ้น ปล่อยให้คนอื่นมีโอกาสลืมตาอ้าปากกับตลาดส่งออกบ้างเสียที

วินาทีนี้แม้จีนจะเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของสหรัฐและมีอำนาจเงินตรามากที่สุด ชนิดที่ใครก็อยากจีบร่วมทำการค้าและการลงทุน แต่อย่าลืมว่ารัฐบาลต่างๆ ก็มีหน้าที่ต้องหาเงินเข้ากระเป๋าให้ได้มากที่สุด และต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ประชาชน ก่อนลามเป็นปัญหาการเมืองระดับชาติเหมือนกัน เราจึงได้เห็นรัฐบาลโอบามาเริ่มขยับท่าที ออกลายตามแบบฉบับเดโมแครตกับจีนในช่วงนี้

แน่นอนว่าสมมติฐานการคาดการณ์ดังกล่าว ก็อยู่ในกรณีของฝั่งยุโรปด้วย ซึ่งส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า 2553 นี้ ต้องมีการสะสางการค้าที่ไม่เป็นธรรมทั้งหลายแน่ แถมปัจจุบันปัญหาหนี้ของหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มส่งกลิ่น “เน่า” มาเป็นระยะๆ

ส่งสัญญาณชัดเจนขนาดนี้ แถมสถานการณ์รอบข้างบีบบังคับซะขนาดนั้น ใครจะอินโนเซนต์มองว่ายังไม่ใช่ปัญหา คงต้องหยิกตัวเองให้ตื่นขึ้นสักหน่อย

สงครามการค้าเริ่มขึ้นแล้ว ถ้าตั้งรับไม่ทันมีหวังตกขบวน เศรษฐกิจชาติไม่ต้องฟื้น...!

คำอธิบายเพิ่มเติม เนื่องจากระบบอีเมล์หรือบริการเว็บไซต์ด้าน Social Network (เช่น Facebook, Twitter) และ Social bookmarking (เช่น Digg.com, delicious.com) ไม่รองรับการโพส URL ที่เป็นภาษาไทยเพื่อคลิกกลับได้ ทีมงานโพสต์ทูเดย์ดอทคอมจึงทำ URL ย่อที่เป็นภาษาอังกฤษขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งานสามารถส่ง URL ต่างๆ ในเว็บนี้ให้เพื่อนและสามารถคลิกเพื่อเข้าหน้าเว็บไซต์ได้ทันที ประโยชน์ของ URL ภาษาไทย

  1. คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้ ?

โพลออนไลน์

คุณเห็นด้วยหรือไม่ถ้าหากกรณีพื้นที่พิพาทรอบปราสาทเขาพระวิหารจะลงเอย โดยเป็นพื้นที่ร่วมพัฒนาระหว่างเขมร และ ไทย

  • 47.6%

  • 33.3%

  • 19.1%