ปัญหามาจากประเทศหนึ่งขาดวินัยทางการเงินหรือการปฏิบัติที่ไม่ตรงตามระเบียบที่อียูวางไว้
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในขณะที่เอเชียกำลังฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอย กระทั่งขยายตัวอย่างร้อนแรงจนกลายเป็นความกังวลของชาวโลก ยุโรปกลับกำลังเผชิญกับวิกฤตทางการเงินที่อาจส่งผลร้ายแรงต่อสกุลเงินหลักของโลกนั่นคือเงินยูโร
ผลสะเทือนต่อเงินยูโรคือเหตุผลที่ปัญหางบประมาณขาดดุล จึงเป็นความกังวลอย่างใหญ่หลวงของสหภาพยุโรป (อียู) และยูโรโซน
เนื่องจากปัญหางบประมาณขาดดุลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศนั้นๆ การที่ประเทศหนึ่งๆ กลายเป็นลูกหนี้ชั้นล่าง หรือลูกหนี้เรื้อรัง หมายความว่าเงินออมของประเทศนี้จะยิ่งน้อยลง หรือแทบไม่เหลือหรอ หรือกระทั่งต้องกู้หนี้ยืมสินเป็นใช้พัฒนาประเทศ
ภาวะนี้ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อสกุลเงินของประเทศนั้นๆ เพราะยิ่งสกุลเงินขาดทุนรอนของประเทศมาหนุน ยิ่งทำให้สถานะของสกุลเงินพลอยสั่นคลอนตามไปด้วย ไม่ต่างอะไรกับอาคารที่ตั้งอยู่บนรากฐานที่ว่างเปล่า
เงื่อนไขเช่นนี้กำลังปรากฏขึ้นกับยูโรโซน หรือประเทศที่ใช้เงินยูโรร่วมกัน 16 ประเทศ ซึ่งถือเป็นองคาพยพทางการเงินหนึ่งเดียวกัน และหากประเทศใดเผชิญกับภาวะล้มละลายทางการเงิน ประเทศอื่นก็ต้องช่วยกันพยุง หากไม่แล้วจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเงินยูโร อันเป็นผลสืบเนื่องจากความสั่นคลอนทางการเงินที่เกิดขึ้นภายในองคาพยพทางการเงินเดียวกันนั้น
ปัญหาก็คือไม่ได้มีเพียงประเทศเดียวที่เผชิญกับภาวะหนี้สินล้นพ้นตัวจนบั่นทอนทุนที่หนุนหลังเงินยูโร
ขณะนี้ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่กรีซ ในฐานะตัวปัญหาที่ก่อให้เกหดิความไร้เถียรภาพทางการเงินไปทั่วกลุ่มยูโรโซน
อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่า กรีซเป็นเพียงข้ออ้าง เนื่องจากในกลุ่มยูโรโซนมีหลายประเทศที่กำลังเผชิญกับปัญหาที่ร้ายแรงยิ่งกว่ากรีซ
ประเทศที่เข้าข่ายเฝ้าระวังด้วยอาการที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากรีซคือ สเปน โปรตุเกส ไม่เว้นแม้แต่มหาอำนาจอันดับ 1 และ 2 ของของยุโรป คือเยอรมนีและฝรั่งเศส ก็ประสบกับปัญหาขาดดุลรุนแรงเช่นกัน
ประเทศเหล่านี้มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า Club Med เนื่องจากสเปน โปรตุเกส และกรีซล้วนแต่มีริมชายฝั่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อย่างไรก็ตาม หากรวมไอร์แลนด์ซึ่งอยู่นอกทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ชื่อเรียกขานของประเทศที่ขาดดุลอย่างย่อยยับจะกลายเป็น PIGS
P คือโปรตุเกส I ไอร์แลนด์ G กรีซ และ S คือสเปน นั่นเอง ที่น่าประหลาดใจก็คือ ประเทศตั้งชื่อเรียกในเชิงเหยียดหยามประเทศเหล่านี้กลับเป็นเยอรมนี ที่แหกระเบียบสกัดงบประมาณขาดดุลของอียูเช่นกัน!
ท่าทีเช่นนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการโยนบาปก็ว่าได้ ทั้งๆ ที่ทุกประเทศกำลังประสบปัญหาเดียวกัน ดังที่นายฌอง โคลด ตริเชต์ ผู้ว่าการธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) เตือนว่าทุกประเทศจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานควบคุมงบประมารณขาดดุลของอียู ที่กำหนดไว้ว่าประเทศสมาชิกกลุ่มยูโรโซนจะขาดดุลได้ไม่เกินสัดส่วน 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
เหตุใดงบประมาณของประเทศเหล่านี้จึงขาดดุลมหาศาลเพียงนี้?
ในกรณีของกรีซเป็นผลมาจากความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการที่ขึ้นชื่อในเรื่องคอร์รัปชัน และการใช้งบประมาณอย่างล้างผลาญของรัฐบาลชุดที่แล้ว ยังผลให้ต้องขาดดุลถึง 12.7% หรือรุนแรงที่สุดในยุโรป
งบประมาณขาดดุลของสเปนเมื่อปีที่แล้วสูงถึง 14.4% อันเป็นผลสืบเนื่องภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจ การล่มสลายของอุตสาหกรรมก่อสร้างและปัญหาการว่างงานที่รุนแรงถึง 18.8% ในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว
งบประมาณขาดดุลของโปรตุเกสอยู่ที่ 9.3% เป็นผลสืบเนื่องมาจากหนี้สินก้อนโตและการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เชื่องช้า
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม แต่ที่สุดรากเหง้าของปัญหามาจากประเทศหนึ่งขาดวินัยทางการเงิน หรือการปฏิบัติที่ไม่ตรงตามระเบียบที่อียูวางไว้ แต่แล้วอียูไม่มีมาตรการลงโทษประเทศที่ละเมิดวินัย จึงกลายเป็นภาระที่ประเทศอื่นๆ จะต้องแบกรับส่วนต่างงบประมาณขาดดุลไป นานวันเข้าทำให้ประเทศที่ต้องคอยช่วยอุดภาวะขาดดุลต้องพลอยขาดดุลไปด้วย
สถานการณ์เช่นนี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่ออียูเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโลก
ประการแรก เงินยูโรถูกมองว่ามีความน่าเชื่อถือมากกว่าเงินเหรียญสหรัฐมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐ เสื่อมมูลค่าลงจากปัญหาขาดดุลมหาศาลของรัฐบาลเมืองลุงแซม ความสั่นคลอนที่เกิดขึ้นกับเงินยูโร จึงยิ่งเท่ากับเป็นการบั่นทอนทางเลือกของชาวโลกที่กำลังสิ้นความหวังกับเงินเหรียญสหรัฐ
ประการที่สอง เป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาคมโลกถึงประสิทธิภาพในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการเงิน เพราะในท้ายที่สุดแล้วหากกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโรต้องสูญสิ้นความน่าเชื่อถือเนื่องจากไม่สามารถรักษาวินัยทางการเงินได้ จนทำให้เงินยูโรต้องสิ้นสถานะสกุลเงินชั้นนำของโลก จะยังผลให้ความพยายามของบางภูมิภาคที่จะดำเนินตามรอยอียูในการใช้สกุลเงินเดียว ต้องกลายเป็นความพยายามที่ต้องทบทวนให้รอบคอบ หาไม่แล้วอาจซ้ำรอยกับต้นแบบ
นี่คือบทพิสูจน์ที่หนักหนาสาหัสที่สุดของกลุ่มประเทศยูโรโซน นับตั้งแต่เริ่มใช้เงินยูโรเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2542 แต่ถึงจะสามารถแก้ไขวิกฤตการณ์ให้ลุล่วงไปได้ อียูยังต้องสะสางระเบียบทางการเงิน
คำกล่าวของนายกรัฐมนตรี โฮเซ ลุยส์ โรดริเกซ ซาปาเตโร แห่งสเปน ที่กล่าวว่า “ไม่เพียงไม่มีประเทศใดที่จะถอนตัวจากยูโรโซนเท่านั้น แต่เรายังจะมีประเทศเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอีก”
คำกล่าวนี้ถือว่ายังเลื่อนลอย พิจารณาจากสถานะของยูโรโซนและสถานะทางการเงินที่ง่อนแง่นของสเปน และถือเป็นคำกล่าวที่อันตรายอย่างยิ่งมีผู้เชื่อถือโดยไม่ใส่กับเงื่อนไขความเป็นจริง
ในภาวะที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไร้วี่แววของความแน่นอน เสาหลักทางการเงินจะสั่นคลอนไม่ได้เป็นอันขาด!
47.6%
33.3%
19.1%