ประเด็น:คดียึดทรัพย์ทักษิณ , 09 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 15:35 น.
พจมานส่งทนายความยื่นแถลงปิดคดียึดทรัพย์ต่อศาลฎีกาฯนักการเมือง เผยรวยเป็นพันล้านบาทก่อนทักษิณเป็นนายกฯ
นายสมพร พงษ์สุวรรณ ทนายความคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมเสมียนทนายความ เดินทางไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อยื่นคำแถลงปิดคดี พร้อมระบุว่า วันนี้ได้ยื่นคำแถลงปิดคดีใน 16 ประเด็นเพื่อแก้ข้อกล่าวหาของอัยการ โดยเสนอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นในการยึดทรัพย์ใหม่ และยืนยันว่า คุณหญิงพจมานมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน ธนบัตร และเงินสด กว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งได้มาก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกฯ
ส่วนประเด็นการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั่วไปของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งข้อกล่าวหาที่อัยการกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ตำแหน่งเอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจของครอบครัว ใน 5 ข้อหานั้น ได้มีการยื่นคำแถลงแก้ข้อกล่าวหาไปแล้วก่อนหน้านี้
ขณะที่นายวิโรจน์ ดุษฎี อัยการประจำกรม สำนักงานคดีพิเศษ นำคำแถลงปิดคดีในส่วนของอัยการมายื่นแล้วเช่นกัน พร้อมปฏิเสธตอบคำถามใดๆ ต่อสื่อมวลชน
วานนี้ ( 8 ก.พ.) นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล รองอธิบดีอัยการคดีพิเศษ คณะทำงานอัยการคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัวจำนวน 7.6 หมื่นล้านบาท กล่าวว่า การยื่นคำแถลงปิดคดีว่า คณะทำงานเตรียมยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 9 ก.พ. ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นที่ยื่นแถลงปิดคดีจะเปิดเผยได้แต่ต้องรอยื่นต่อศาลฎีกาฯให้เสร็จสิ้นก่อน
***รายละเอียดคำแถลงปิดคดี คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งยื่นคัดค้านต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรวม 16 ประเด็น
- พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ไม่ได้ถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปผ่านบุตร ญาติพี่น้อง เพราะโอนขายหุ้นจำนวน 69,300,000 หุ้นราคาหุ้นละ 10 บาทให้แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายและนายบรรณพจน์ ดามาพงษ์ พี่ชายบุญธรรม ไปตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2543 ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณเข้าสู่การเมือง
- พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานมีเจตนาโอนซื้อขายหุ้นชินคอร์ปให้นายพานทองแท้และนายบรรณพจน์จริงโดยมีหลักฐานเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าซื้อหุ้นชินคอร์ปซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้ใช้เป็นหลักฐาน
ในการแจ้งรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ในปี 2544 หรือก่อนเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี การกล่าวหาว่าไม่ได้โอนขายหุ้นชินคอร์ปกันจริงถือเป็นการคาดเดาหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง
- คุณหญิงพจมานยืนยันว่าได้รับชำระเงินค่าซื้อหุ้นชินคอร์ปตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 4 ฉบับจากนายพานทองแท้เป็นจำนวนเงิน 5,056,348,840 บาท และไม่ได้เป็นการรับเงินชำระหนี้ค่าหุ้นเกินกว่ามูลหนี้ที่แท้จริงตาม คตส.กล่าวหา
- การขายหุ้นชินคอร์ปให้นายพานทองแท้นายบรรณพจน์เพียงหุ้นละ 10 บาทต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถึงราคาหุ้นละ 15 บาท เป็นเพราะซื้อขายกันระหว่างแม่กับลูก ซึ่งได้ตกลงซื้อขายในราคาทุนหรือราคาพาร์ของหุ้นแต่ละตัว ส่วนนายบรรณพจน์ก็ขายให้ในฐานะเกื้อกูลกันมาตั้งแต่เด็กและนายบรรณพจน์ร่วมก่อตั้งชินคอร์ป
- กรณีหลังโอนขายหุ้นให้นายพานทองแท้แล้ว น.ส.พิณทองทา บุตรสาว เข้าซื้อหุ้นชินคอร์ปต่อจากนายพานทองแท้โดยคุณหญิงพจมานจ่ายเช็ดชำระค่าหุ้นให้นายพานทองแท้ แต่เงินนั้นถูกโอนกลับเข้าบัญชีคุณหญิงพจมาน ประเด็นนี้ น.ส.พิณทองทา เบิกความยืนยันว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่คุณหญิงพจมานให้ในวันเกิด 17 เม.ย. 2545 จำนวน 370,000,000 บาทจึงนำไปซื้อหุ้นจากพี่ชายซึ่งต้องการให้ลงทุนร่วมจึงแบ่งขายหุ้นให้
- กรณีข้อกล่าวหา น.ส.พิณทองทา ถือหุ้นชินคอร์ปแทนคุณหญิงพจมานและรับเงินปันผลจากชินคอร์ป 485,829,800 บาทส่งให้คุณหญิงพจมานโดยทำเป็นจ่ายค่าซื้อหุ้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ 5 บริษัทจากบริษัท วินมาร์ค จำกัด ประเด็นนี้ นายมาห์มู๊ด โมฮัมหมัด อัล อันซารี เจ้าของวินมาร์คให้การศาลดูไบรับรองคำให้การยืนยันว่า เป็นเจ้าของวินมาร์คที่แท้จริงแต่เพียงผู้เดียว ซื้อหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์จาก พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานในปี 2543 และรับโอนหุ้นชินคอร์ปมาจากธนาคาร UBS AG สิงคโปร์ในปี 2544 วินมาร์ค จึงไม่ใช่เป็นบริษัทของคุณหญิงพจมานและ พ.ต.ท.ทักษิณ
- กรณีบุตร และญาติพี่น้องรับเงินปันผลหุ้นชินคอร์ปแล้วโอนเข้าบัญชีคุณหญิงพจมานซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง ประเด็นนี้ นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา นายบรรณพจน์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปแสดงบัญชีเงินฝากส่วนตัวว่าได้รับเงินปันผลและนำเงินไปใช้จ่ายตลอด ไม่ได้โอนให้คุณหญิงพจมาน
- กรณีข้อกล่าวหานายบรรณพจน์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 68,090,050 ในปี 2542โดยคุณหญิงพจมานเป็นผู้จ่ายเงินชำระค่าหุ้น และไม่ปรากฏหลักฐานว่านายบรรณพจน์ได้ชำระเงินค่าหุ้นนั้นคืนคุณหญิงพจมาน ประเด็นนี้ชี้แจ้งว่า นายบรรณพจน์ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนแต่เงินไม่พอจึงขอยืมเงินคุณหญิงพจมานโดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระหนี้เงินยืมและได้ชำระแล้วเป็นจำนวน 450,385,225 บาท ดังนั้นสิทธิในหุ้นเพิ่มทุนนี้จึงเป็นของนายบรรณพจน์ ไม่ใช่ของคุณหญิงพจมาน
- กรณีนายบรรณพจน์ได้รับเงินปันผลจากชินคอร์ปแล้วโอนชำระหนี้ให้คุณหญิงพจมาน450,385,225 แต่ยังมียอดเงิน 1,296,446,033 เก็บไว้ในบัญชีนายบรรณพจน์ตลอดมา เพราะหุ้นชินคอร์ปเป็นกรรมสิทธิ์ของนายบรรณพจน์ เงินปันผลจึงตกเป็นของนายบรรณพจน์ ส่วนเงินที่นำมาชำระก็เป็นเงินชำระหนี้ที่ยืมไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนในปี 2542 มิใช่ส่งเงินปันผลคืนเจ้าของหุ้นตัวจริงตามข้อกล่าวหา
- กรณีเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 49 พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานรวมหุ้นชินคอร์ปและเทขายให้กองทุนเทมาเส็ก มีการฝากเงินขายหุ้นและเงินปันผลไว้ในบัญชีส่วนตัวของนายบรรณพจน์ ซึ่งทยอยโอนมายังกิจการต่างๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ประเด็นนี้ชี้แจงว่า นายบรรณพจน์เป็นเพียงผู้รวบรวมขายหุ้นชินคอร์ปให้กองทุนเทมาเส็กแล้วนำเงินขายหุ้นโอนให้เจ้าของหุ้นแต่ละคน พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
-กรณีนายบรรณพจน์ออกตั๋วสัญญาใช้เงินชำระค่าหุ้นชินคอร์ปมูลค่า 102,135,225 บาทเมื่อวันที่ 16 มี.ค. 2542 ให้คุณหญิงพจมานย้อนหลัง เพราะในขณะออกตั๋วยังไม่ได้เป็นคุณหญิง ข้อเท็จจริงเป็นเพราะตั๋วสัญญาใบเดิมที่ยังใช้คำว่า นางพจมานสูญหาย นายบรรณพจน์จึงออกให้ใหม่ขณะนั้นได้รับพระราชทานเป็นคุณหญิงพอดี
- กรณีนายแก้วสรร อติโพธิ คตส.ระบุว่าการดำเนินคดีร่ำรวยผิดปกติเพราะพบหลักฐานเอกสารซึ่งได้จากนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการคุณหญิงพจมานนำส่งใบรับฝากหุ้นชินคอร์ปของแอมเพิลริชที่ธนาคาร
ยูบีเอสดูแล และพบว่าผู้มีอำนาจลงนามคือ ที-ชินวัตร ประเด็นนี้เห็นว่า นายแก้วสรรมีอคติและเป็นปฏิปักษ์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะนางกาญจนาภาส่งหลักฐานให้เพื่อยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้จัดตั้งและมีอำนาจลงนาม
ในแอมเพิลริชในช่วงปี 2542 ก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาได้โอนขายหุ้นแอมเพิลริชให้นายพานทองแท้ในวันที่ 1 ธ.ค. 2543 พ.ต.ท.ทักษิณจึงไม่ใช่เจ้าของหุ้นแอมเพิลริช
-กรณีข้อกล่าวหาว่าทรัพย์สินของคุณหญิงพจมานเป็นทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือร่ำรวยผิดปกติ คุณหญิงพจมานยืนยันว่า ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นทรัพย์สินที่ พ.ต.ท.ทักษิณยื่นต่อ ป.ป.ช.ปี 2544 -2550 และยื่นบัญชีทรัพย์สินในส่วนของคุณหญิงพจมานในฐานะคู่สมรสด้วยและภายหลังถูกรัฐประหารทรัพย์สินของคุณหญิงพจมานไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากที่แจ้ง ป.ป.ช.จนมีลักษณะร่ำรวยเพิ่มขึ้นหรือลดลงจนผิดปกติแต่อย่างใด
-กรณีข้อกล่าวหาว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นร่ำรวยผิดปกติมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ได้ชี้แจ้งให้ศาลเห็นแล้วว่าทรัพย์สินมีมาก่อน พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี และจำหน่ายจ่ายโอนหุ้นชินคอร์ปไปตั้งแต่ 1 ก.ย. 2543 จึงไม่มีทรัพย์สินใดที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่
-กรณีกล่าวหาว่าคุณหญิงพจมานแม้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เป็นคู่สมรสซึ่งรู้เห็นการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณโดยตลอด ทรัพย์ของคุณหญิงพจมานจึงเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงขอให้ยึดเงินได้จากการขายหุ้นจำนวน 70,864,879,416 บาทและเงินปันผลจำนวน 7,011,716,983 บาท นั้นคุณหญิงพจมานให้การว่า ไม่เคยเห็นด้วยกับการเล่นการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ และระหว่างสามีเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่เคยเข้าไปให้ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้แก่ชินคอร์ปหรือบริษัทในเครือ
- ข้อเท็จจริงโดยสรุป หุ้นชินคอร์ป มีอัตราขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจและตลาดหลักทรัพย์ ราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของหุ้นจึงเป็นไปตามปกติ มิใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องที่ได้มาโดยไม่สมควรสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของ พ.ต.ท.ทักษิณโดยไม่สมควรแต่อย่างใด การที่อัยการสูงสุดร้องขอให้ยึดเงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่กลุ่มกองทุนเทมาเส็ก และเงินปันผลให้ตกเป็นของแผ่นดินจึงเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และหุ้นดังกล่าวไม่ใช่ของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน จึงไม่สามารถยึดเงินดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ตามกฎหมาย จึงขอให้ศาลยกคำร้องและมีคำสั่งเพิกถอนอายัดเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของคุณหญิงพจมาน.
***รายละเอียดคำแถลงปิดคดีของนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ในคดียึดทรัพย์7.6หมื่นล้านบาท
คำแถลงปิดคดียึดทรัพย์ของนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด รวม 121 หน้าสรุปว่าคดีนี้อัยการร้องขอให้ศาลยึดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน สืบเนื่องจาก ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี 2 วาระ ในวันที่ 9 ก.พ. 44 และวันที่ 9 มี.ค. 48 ได้ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัดมหาชน จำนวน 1,419,490,150 หุ้นเป็นเงินจำนวน76,621,603,061.05 บาท ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงแต่ปกปิดและอำพรางหุ้นไว้ ในชื่อนายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ถือหุ้นแทน นอกจากนั้นยังได้ทรัพย์สินมาจากการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมเป็นกรณีได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ
โดยหุ้นชินคอร์ป 48 % ที่ขายให้กับกองทุนเทมาเส็กเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานและ พ.ต.ท.ทักษิณไม่แสดงรายการหุ้นดังกล่าวต่อ ปปช. ซึ่งต่อมาวันที่ 23 ม.ค. 49 พ.ต.ท.ทักษิณได้ขายหุ้นให้แก่ กลุ่มกองทุนเทมาเส็ก โดยมีบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และ บริษัทแอสแพน โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นผู้ซื้อจำนวน 69,722,880,932.05 บาท และตั้งแต่ปี 46-48 ชินคอร์ป ได้จ่ายเงินปันผลเป็นเงิน 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับจากหุ้นทั้งหมดจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวเป็นการได้มาโดยไม่สมควร
นอกจากนี้ จากพยานหลักฐานยังฟังได้ว่า บริษัทวินมาร์ค และบริษัทแอมเพิลริช เป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยให้บุตรและเครือญาติถือหุ้นแทน โดยการซื้อขายกันนั้นเป็นราคาต้นทุนที่ซื้อขายต่ำกว่าราคาตลาดเป็นอันมาก และการซื้อขายจะไม่มีการชำระเงินจากผู้ซื้ออย่างแท้จริง แต่จะใช้วิธียืมเงินผู้ขายหรือ ออกตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยเงินปันผลทั้งหมดต้องส่งคืนให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานทั้งหมด
ระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรียังได้เอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและบริษัทในเครือ 5 กรณีคือ 1.การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต 2.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่ง รายได้จากให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงิน 3.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม(Roaming) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับและกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและเอไอเอส4.ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียม ตามสัญญาดำเนินกิจการ ดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและบริษัทชินแซท 5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลพม่า กู้เงินจำนวน 4,000,000,000 บาท จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทชินแซท
มาตรการเอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปฯทั้ง 5 ประการล้วนแต่มีลักษณะไม่สมเหตุผล บิดเบือนหลีกเลี่ยงขั้นตอนการตรวจสอบของกฎหมาย สร้างความเสียหายต่อส่วนรวมอย่างร้ายแรง จนทำให้วินิจฉัยได้ว่า เป็นประโยชน์โดยมิชอบที่ฝ่ายบริหารซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ดูแลรับผิดชอบ จงใจเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนโดยเฉพาะ ส่วนผู้คัดค้านทั้ง 22 คนซึ่งถูก คตส.สั่งอายัดทรัพย์สินไว้จำนวน 73,667,987,902.60 บาท พร้อมดอกผล ซึ่งได้รับแจ้งยืนยันสามารถอายัดเงินและทรัพย์สินไว้ได้บางส่วนรวมเป็นเงิน66,762,927,024.25 บาท ผู้คัดค้านที่ 1 - 6 , 9 -16 , 18 และ 20 – 22 ต่างเบิกความประกอบการไต่สวนว่า เป็นทรัพย์สินที่ได้รับจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานตามที่ คตส.มีมติว่าเป็นทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ และให้ร้องขอศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินคดีนี้จริง จึงขอศาลมีคำสั่งให้ผู้ครอบครองทรัพย์สินดังกล่าว
ส่งเงินหรือทรัพย์สินที่ คตส.อายัดไว้ให้แก่กระทรวงการคลัง ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงขอศาลโปรดพิจารณามีคำสั่งยกคำคัดค้านของพ.ต.ท.ทักษิณ และผู้คัดค้านจำนวน 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน
คุณ eakanit: คุณกาญจนาภาอ้าง ทำหลักฐานการซื้อขายหุ้นร่วม400ล้านกว่าบาทหายถือว่าสำคัญมาก ว่า กันตามตรง ไม่ว่าจะบริษัทไหนคุณกาญจนาภาโดนไล่ออกแน่นอน แต่นี้ทำไมคุณหญิงถึงยังจ้าง เป็นเลฃาอยู่ได้ตั้งนานจนถึงวันนี้ล่ะครับ ลองคิดดูดีๆครับ คุณหญิง? 12 ก.พ. 2553 ,10:41 น.
คุณ newpolitic: ขบวนการฟอกเงิน แฝงหุ้น ซุกหุ้น ต้องไปอ่านในเวป กรุงเทพธุรกิจ มันเป็นฉบวน การฉ้อฉลชนิด ทิ้งหลักฐานให้ตามจับจนมุมในหลักฐานชนิดที่ นช ทักษิณ น้ำตา ตกใน เพราะโจรย่อมทิ้งล่องลอยหลักฐานเสมอ 10 ก.พ. 2553 ,08:43 น.
คุณ newpolitic: คห ที่บอกว่า ยึด 7.6 หมื่นล้านทั้งหมดมิได้นั้น ขอให้ไปศึกษา กฏหมายให้ ถ่องแท้เสียก่อนเด้อ หรือรู้ทั้งรู้ เขียนเพื่อเฉไฉให้สังคมเขว แต่โลกไปไกลเกิน กว่า ที่ใครจะพูดอะไร ก็พูดได้ทั้งนั้น และยังคิดว่า ปชช มันคงโง่ เขียนอะไร สังคมก็เชื่อแน่ ๆ แล้วละก็ มันเป็นการตกยุคตกสมัยหรือเปล่า เพราะฉะนั้นต้องไป อ่านที่นี่ http://www.democrat.or.th/ebook/yellow.pdf 10 ก.พ. 2553 ,08:40 น.
คุณ eengub: ปล้นทรัพย์กลางอากาศยังไม่เกิดขึ้น แต่ปล้นชาติเกิดขึ้นแล้ว สีีแสนกว่าล้าน ...วันที่ 31ธัน วาของทุกปีเป็นวันหยุึดราชการ ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ถือเป็นธรรมเนียมเลยทีเดียว ครั้งหนึ่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ครม โดยทักษิณเป็นนายกฯยุคนั้นบอกให้ วันที่ 31ธันวาึฃคมปีนั้น เป็นวันทำงาน ผลนะหรือ เมีย นายกฯ ซื้อที่ดินรัชดา ได้ราคาถูกไง 09 ก.พ. 2553 ,23:07 น.
คุณ m.1: หนึ่งในประเด็นนี้ถ้าหากวินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินของนายกทักษิณ ได้มารวมจำนวน 7.6 หมื่นล้าน ไม่อาจยึดได้ทั้งหมดได้ เนื่องจากเป็นสินสมรสหามาร่วมกัน ซึ่งคุณ หญิงมีส่วนอยู่ครึ่งหนึ่งตามกฎหมาย ก่อนที่จะทำการหย่า นั้นเพราะคุณหญิงมิได้มีความ ผิดตามกฎหมายใดๆทั้งสิ้นที่ผ่านมา...หากยึดทรัพย์ทั้งหมดมันจึงไม่มีความถูก ต้องอยู่แล้ว.เหอะๆ จับตามองดูมาตราฐานคำตัดสินแล้วกัน!! หรือว่านี่มันคือการปล้น ทรัพย์สินกลางอากาศ!! 09 ก.พ. 2553 ,22:13 น.
คุณ kiet: แม่นแล้ว เขารวยจริง และแสดงทรัพย์สินต่อ ปปชมาก่อน ไม่ว่าทั้งภาค 1 และภาค 2 ของการที่ทักษิณเป็นนายก ถ้าศาลจะยึดของเขา ก็น่าเกลียดและขาดความชอบ ธรรม กลายเป็นโจรปล้นคนรวย ซึ่งจะสร้างการจองเวรไม่จบสิ้น 09 ก.พ. 2553 ,21:53 น.
คุณ newpolitic: จะเหมือนคดีซุกหุ้นภาค 1 ไหมน้อ? แต่ไม่ง่ายเหมือน คดีซุกหุ้นภาค 1 เป็นแน่ สังคมเฝ้ามอง ชนิดเดิมพันกับ ประเทศชาติเลยทีเดียว ประเทศไทยเจอเหตุการณ์ แตกแยกมาไม่น้อย แต่ยุค นช ทักษิณ ที่ป่วนบ้านป่วนเมืองนั้น มากโขอยู่ เงิน 7.6 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบกับความเสียหายที่ผ่านมานั้น เงินเหล่านี้มันน้อยนิด เสียเหลือเกิน สิ่งโสมมที่ ระบอบทักษิณ ฝากให้กับระบบ ขรก คือ การโกงกิน เป็นกระบวนการอย่างเปิดเผย แบบไม่เกรงใด ๆ ทั้งสิ้น มันขยับขยายไปสู่ทุกหมู่ เหล่าของ ขรก อย่างมาก มากจนผิดปรกติที่คนธรรมดา จะกระทำกันเป็นล่ำเป็น สัน กระบวนการซื้อ GT200 ลองเจาะลึกไปเถิด เริ่มจัดซื้อมาจากยุคใด แม้กระทั่ง ทหารบก ที่ตกต่ำในเรื่องเกียรติ ศักดิ์ศรี เกือบไม่เหลือให้ ปชช ได้คิด จน ปชช รู้สึกว่า ประเทศชาติผึ่งใครไม่ได้ นอกจาก ปชช ที่รักชาติบ้านเมือง ที่เป็นผู้ว่า จ้าง ขรก ทั้งหมด รวม พวกการเมืองด้วยนั้น เมื่อเป็นดังนี้ ขรก นักการเมือง ปชช อย่างเรา ๆ จะจ้างให้ทำงานแทน ปชช ทำเบื้อกอะไรกันเล่า ปชช ที่รักชาติรัก แผ่นดิน จำเป็นต้องตื่นตัวมาใช้สิทธิ์ ความเป็นเจ้านาย ขรก นักการเมือง ที่เลี้ยง ไปก็เปลืองข้าวสุก ออกไปให้ได้ โดย ปชช จำเป็นต้องสร้างระบบมาตรวจสอบ ประเมินผล ถอดถอน กดดัน ขรก นักการเมืองให้ได้ เพื่อควาู่รอดของ ปชช โดยรวม 09 ก.พ. 2553 ,17:42 น.